การทำให้ข้าราชการเข้าใจว่าพหุวัฒนธรรมไม่ใช่เพียงการจัดงานเทศกาล แต่คือการเคารพวิถีชีวิต ความเชื่อ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ คือโจทย์ใหญ่ที่ กสม. พยายามผลักดันมาโดยตลอด เพราะหากเจ้าหน้าที่รัฐขาดความเข้าใจ สิ่งที่ตามมาคือการละเมิดสิทธิโดยไม่ตั้งใจ ซึ่งเป็นเชื้อไฟชั้นดีของความขัดแย้ง
ประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นพิเศษคือ การดูแลช่วยเหลือ “กลุ่มโอรังอัสลี” ในพื้นที่ตามพระราชดำริ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
กลุ่มชาติพันธุ์โอรังอัสลีถือเป็นกลุ่มที่มีความเปราะบางสูงสุด ทั้งในแง่การเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน สัญชาติ และบริการรัฐ การที่ ศอ.บต. เร่งประสานงานร่วมกับ กสม. และนักวิชาการด้านมานุษยวิทยา เป็นสัญญาณว่าภาครัฐเริ่มตระหนักถึงการรักษา “ความหลากหลาย” ของมนุษย์ในพื้นที่นี้ ไม่ให้สูญหายไปตามกระแสการพัฒนาทางวัตถุ
ข้อมูลที่น่ากังวลที่สุดจากการหารือ มิติของสถานการณ์สังคมครั้งนี้ คือตัวเลขที่พุ่งสูงขึ้นของเด็กนอกระบบการศึกษา ซึ่งเสี่ยงต่อการถูกดึงเข้าสู่วงจรอาชญากรรมหรือความรุนแรง สถิติผู้ติดยาเสพติดเพศหญิง ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ว่าปัญหายาเสพติดได้รุกคืบเข้าสู่สถาบันครอบครัวอย่างรุนแรง
นี่ไม่ใช่เพียงปัญหาสังคมทั่วไป แต่คือ “ระเบิดเวลา” ของชายแดนใต้ หาก ศอ.บต. ไม่สามารถบูรณาการความร่วมมือกับส่วนกลางและท้องถิ่นได้จริงตามที่ตั้งเป้าไว้ แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาใดๆ ก็อาจเป็นเพียงกระดาษที่ไร้ความหมาย
นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร ได้ประกาศเจตนารมณ์ชัดเจนในตอนท้ายของการหารือว่า
“ศอ.บต. พร้อมดำเนินการขับเคลื่อนทุกภารกิจอย่างเต็มกำลังโดยไม่ชักช้า เรื่องใดที่ต้องประสานงานร่วมกับราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น จะเร่งดำเนินการทันที เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมและสิทธิมนุษยชนให้เกิดขึ้นอย่างยั่งยืน”
การพบกันของ 3 หน่วยงานในครั้งนี้ อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการ “รื้อ” แนวทางการทำงานแบบเดิมๆ ที่เน้นความมั่นคงนำหน้า มาเป็นการใช้ “ความเข้าใจวัฒนธรรม” และ “การเคารพสิทธิ” เป็นเกราะป้องกันความรุนแรง
อย่างไรก็ตาม คำมั่นสัญญาที่ว่าจะ “เร่งดำเนินการทันที” ยังคงเป็นบททดสอบสำคัญที่คนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้กำลังเฝ้ามองว่า ผลสัมฤทธิ์จะเป็นรูปธรรมเพียงใด หรือจะเป็นเพียงอีกหนึ่งการประชุมที่ผ่านไปโดยไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง