เนชั่นทีวี

ข่าว

เจาะลึกบทบาท "ปากีสถาน" กาวใจหยุดสงคราม! เปิด 5 เหตุผลทำไม "ทรัมป์-อิหร่าน" ยอมรับฟังนับถือ

08 เม.ย. 2569

เจาะลึกบทบาท "ปากีสถาน" กาวใจหยุดสงคราม! เปิด 5 เหตุผลทำไม "ทรัมป์-อิหร่าน" ยอมรับฟังนับถือ

เปิดเบื้องลึกทำไมปากีสถานกลายเป็น "ตัวกลาง" ผู้ดับชนวนสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน เผย 5 ปัจจัย ตั้งแต่บทบาทผู้ดูแลผลประโยชน์ให้อิหร่านในวอชิงตันกว่า 30 ปี ไปจนถึงดีลลับ "Islamabad Accord"

8 เมษายน 2569 ในวิกฤตการณ์ที่โลกแทบหยุดหายใจ "ปากีสถาน" ก้าวขึ้นมาเป็นตัวกลางหนึ่งเดียวที่สามารถเชื่อมรอยร้าวระหว่างวอชิงตันและเตหะรานได้สำเร็จ

บทวิเคราะห์ “กฤษฎา บุญเรือง” นักวิชาการอิสระ ได้กล่าวถึง เหตุผล ทำไมปากีสถานกลายเป็น "ตัวกลาง" ?

ปากีสถาน: ตัวกลางยุทธศาสตร์บนรอยร้าวของสองมหาอำนาจ

ปากีสถานก้าวขึ้นมาเป็น "ตัวกลาง" (Middleman) ที่มีบทบาทสูงที่สุดในข้อตกลงหยุดยิงครั้งนี้อย่างเหนือความคาดหมาย ท่ามกลางปัจจัยเชิงยุทธศาสตร์และความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนเกินกว่าชาติใดจะเลียนแบบได้ ด้วยสภาวะ "ภูมิศาสตร์บังคับ" ที่มีพรมแดนติดกับอิหร่านอย่างแนบแน่น ผนวกกับ "ประวัติศาสตร์การทูต" ที่ปากีสถานทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลผลประโยชน์ (Interests Section) ให้เตหะรานในวอชิงตันมานานกว่า 3 ทศวรรษ

ความลงตัวนี้ทำให้ปากีสถานกลายเป็น "สะพานเชื่อม" เพียงหนึ่งเดียวที่ทั้งสองฝ่ายไว้วางใจ เป็นการทำหน้าที่ทางการทูตที่มาได้ถูกที่ถูกเวลา เพื่อช่วย "กู้หน้า" ให้กับความเด็ดขาดของประธานาธิบดีทรัมป์ และในขณะเดียวกันก็ช่วย "กู้ประเทศ" ให้อิหร่านพ้นจากหายนะของสงครามทำลายล้างไปพร้อมกัน

1. ความสัมพันธ์แบบ "เหยียบเรือสองแคม" ที่สมดุล

ปากีสถานเป็นไม่กี่ประเทศในโลกที่มีความสัมพันธ์แนบแน่นกับทั้งสองฝ่าย:

• กับสหรัฐฯ: รัฐบาลของนายกรัฐมนตรี เชห์บาซ ชารีฟ พยายามฟื้นฟูความสัมพันธ์กับทรัมป์อย่างหนัก และมีความร่วมมือด้านความมั่นคงที่ยาวนาน

• กับอิหร่าน: ปากีสถานมีพรมแดนติดกับอิหร่านยาวกว่า 900 กิโลเมตร และมีความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรม-ศาสนาที่ลึกซึ้ง รวมถึงมีความร่วมมือด้านพลังงานและการค้าลับๆ มาโดยตลอด

2. บทบาททางการทูตดั้งเดิม (Protecting Power)

ความจริงที่เป็นเกร็ดสำคัญคือ สถานทูตปากีสถานในวอชิงตัน ดี.ซี. ทำหน้าที่เป็นหน่วยดูแลผลประโยชน์ (Interests Section) ของอิหร่านในสหรัฐฯ มาตั้งแต่ปี 1992 ดังนั้นปากีสถานจึงเป็น "ช่องทางการสื่อสารที่เป็นทางการเพียงช่องทางเดียว" ที่ทั้งสองฝ่ายไว้วางใจในการส่งสารสำคัญระหว่างกันมานานกว่า 3 ทศวรรษ

 

3. ผลประโยชน์ทับซ้อนและวิกฤตพลังงาน

ปากีสถานได้รับผลกระทบโดยตรงจากสงครามครั้งนี้:

• วิกฤตน้ำมัน: ปากีสถานนำเข้าน้ำมัน 90% ผ่านเส้นทางอ่าวเปอร์เซีย การปิดช่องแคบฮอร์มุซจึงทำให้เศรษฐกิจปากีสถานใกล้ล่มสลาย

• ความขัดแย้งกับอัฟกานิสถาน: ปากีสถานเองก็กำลังทำสงครามกับอัฟกานิสถานอยู่ จึงต้องการความสนับสนุนจากสหรัฐฯ ในศึกนั้น แลกกับการช่วยเคลียร์ศึกอิหร่านให้ทรัมป์

 

4. บุคคลสำคัญที่เป็นผู้ประสานงาน

ตัวละครหลักที่ทำให้ข้อตกลงนี้เกิดขึ้นคือ จอมพล อาซิม มุนีร์ (Field Marshal Asim Munir) ผู้บัญชาการทหารบกของปากีสถาน ซึ่งมีรายงานว่าเขาต่อสายตรงคุยกับ รองประธานาธิบดี J.D. Vance และรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านตลอดทั้งคืนก่อนเส้นตาย เพื่อร่างข้อตกลงที่เรียกว่า "Islamabad Accord"

 

5. ความไว้วางใจจาก "ทรัมป์"

ต่างจากผู้นำประเทศอื่น ทรัมป์ดูจะมีความสัมพันธ์ส่วนตัวที่ค่อนข้างดีกับผู้นำปากีสถานในรอบนี้ และมองว่าปากีสถานเป็นตัวกลางที่มี "อำนาจต่อรองจริง" (Leverage) เหนืออิหร่าน มากกว่าประเทศในยุโรปหรืออาหรับอื่นๆ

อีกอย่างก็ต้องการ “แกะปากีสถานออกจากความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดและการพึ่งพาจีน” ด้วยนั่นเอง