2. บทบาททางการทูตดั้งเดิม (Protecting Power)
ความจริงที่เป็นเกร็ดสำคัญคือ สถานทูตปากีสถานในวอชิงตัน ดี.ซี. ทำหน้าที่เป็นหน่วยดูแลผลประโยชน์ (Interests Section) ของอิหร่านในสหรัฐฯ มาตั้งแต่ปี 1992 ดังนั้นปากีสถานจึงเป็น "ช่องทางการสื่อสารที่เป็นทางการเพียงช่องทางเดียว" ที่ทั้งสองฝ่ายไว้วางใจในการส่งสารสำคัญระหว่างกันมานานกว่า 3 ทศวรรษ
3. ผลประโยชน์ทับซ้อนและวิกฤตพลังงาน
ปากีสถานได้รับผลกระทบโดยตรงจากสงครามครั้งนี้:
• วิกฤตน้ำมัน: ปากีสถานนำเข้าน้ำมัน 90% ผ่านเส้นทางอ่าวเปอร์เซีย การปิดช่องแคบฮอร์มุซจึงทำให้เศรษฐกิจปากีสถานใกล้ล่มสลาย
• ความขัดแย้งกับอัฟกานิสถาน: ปากีสถานเองก็กำลังทำสงครามกับอัฟกานิสถานอยู่ จึงต้องการความสนับสนุนจากสหรัฐฯ ในศึกนั้น แลกกับการช่วยเคลียร์ศึกอิหร่านให้ทรัมป์
4. บุคคลสำคัญที่เป็นผู้ประสานงาน
ตัวละครหลักที่ทำให้ข้อตกลงนี้เกิดขึ้นคือ จอมพล อาซิม มุนีร์ (Field Marshal Asim Munir) ผู้บัญชาการทหารบกของปากีสถาน ซึ่งมีรายงานว่าเขาต่อสายตรงคุยกับ รองประธานาธิบดี J.D. Vance และรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านตลอดทั้งคืนก่อนเส้นตาย เพื่อร่างข้อตกลงที่เรียกว่า "Islamabad Accord"
5. ความไว้วางใจจาก "ทรัมป์"
ต่างจากผู้นำประเทศอื่น ทรัมป์ดูจะมีความสัมพันธ์ส่วนตัวที่ค่อนข้างดีกับผู้นำปากีสถานในรอบนี้ และมองว่าปากีสถานเป็นตัวกลางที่มี "อำนาจต่อรองจริง" (Leverage) เหนืออิหร่าน มากกว่าประเทศในยุโรปหรืออาหรับอื่นๆ
อีกอย่างก็ต้องการ “แกะปากีสถานออกจากความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดและการพึ่งพาจีน” ด้วยนั่นเอง