ทรัมป์ใช้อำนาจฉุกเฉิน ข้ามสภาอนุมัติขายระเบิด 2 หมื่นลูกให้อิสราเอลถล่มอิหร่าน
08 มี.ค. 2569

รัฐบาลทรัมป์ใช้อำนาจฉุกเฉินเลี่ยงการตรวจสอบจากสภาคองเกรส อนุมัติขายระเบิดกว่า 20,000 ลูก มูลค่า 2 หมื่นล้านบาทให้อิสราเอล หลังสงครามอิหร่านปะทุหนัก
ข่าว
08 มี.ค. 2569

รัฐบาลทรัมป์ใช้อำนาจฉุกเฉินเลี่ยงการตรวจสอบจากสภาคองเกรส อนุมัติขายระเบิดกว่า 20,000 ลูก มูลค่า 2 หมื่นล้านบาทให้อิสราเอล หลังสงครามอิหร่านปะทุหนัก
สำนักข่าวรอยเตอร์ (Reuters) รายงานจากกรุงวอชิงตัน ระบุว่า เมื่อวันที่ 7 มีนาคมที่ผ่านมา รัฐบาลสหรัฐฯภายใต้การนำของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ตัดสินใจใช้อำนาจฉุกเฉินเพื่อข้ามขั้นตอนการตรวจสอบจากสภาคองเกรส ในการอนุมัติขายระเบิดจำนวนมหาศาลกว่า 20,000 ลูก ให้แก่ประเทศอิสราเอล คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 650 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2.3 หมื่นล้านบาท) เพื่อสนับสนุนปฏิบัติการทางทหารที่กำลังดำเนินอยู่ในอิหร่าน
แถลงการณ์จากกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่า นาย มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้วินิจฉัยว่าขณะนี้เกิดสภาวะฉุกเฉินที่จำเป็นต้องส่งมอบอาวุธให้อิสราเอลโดยทันที จึงอาศัยอำนาจตามกฎหมายงดเว้นข้อกำหนดในการส่งเรื่องให้สภาคองเกรสพิจารณาตรวจสอบ
อาวุธชุดใหญ่ในแพ็กเกจนี้ประกอบด้วย
การตัดสินใจครั้งนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากฝ่ายเดโมแครต โดยนายเกรกอรี่ มีคส์ ตัวแทนราษฎรสหรัฐฯ ระบุว่าการใช้อำนาจฉุกเฉินข้ามสภาสะท้อนถึงความไร้การเตรียมพร้อมของรัฐบาลทรัมป์ต่อสงครามอิหร่านที่เพิ่งเปิดฉากขึ้นเพียงหนึ่งสัปดาห์ พร้อมตอกย้ำว่า "นี่คือสภาวะฉุกเฉินที่รัฐบาลทรัมป์สร้างขึ้นมาเองแท้ๆ"
นอกจากนี้ รายงานจากสหประชาชาติ (UN) เมื่อปลายปี 2024 ยังเคยระบุว่า อาวุธหนักประเภทนี้มักถูกนำไปใช้ในพื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่น เช่นในฉนวนกาซา ซึ่งส่งผลให้มีพลเรือนเสียชีวิตจำนวนมากมาแล้ว
ปฏิบัติการร่วมระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลในครั้งนี้ ถือเป็นปฏิบัติการทางทหารครั้งใหญ่ที่สุดของวอชิงตันนับตั้งแต่สงครามอิรักในปี 2003 โดยล่าสุดมีรายงานความสูญเสียดังนี้
รัฐบาลสหรัฐฯ ยังคงยืนยันหนักแน่นว่าการขายอาวุธครั้งนี้จะช่วยส่งเสริมนโยบายต่างประเทศและความมั่นคงของชาติ แม้จะเผชิญกับแรงกดดันจากกลุ่มสิทธิมนุษยชนที่กังวลเรื่องการละเมิดกฎหมายสากลและการโจมตีพลเรือนในเขตสงคราม
ข่าวล่าสุด