เช่นเดียวกับ นางการดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ที่ได้ รีวิวงานใหม่ที่สภา จาก สส.มือใหม่ ที่ประชุมสภาฯ เต็ม ๆ 2 วันถ้วน พุธที่แล้วญัตติด่วนเรื่องวิกฤตพลังงาน ส่วนวันนี้ร่วมยื่นญัตติด่วนเรื่องวิกฤตฝุ่น
การดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์
สั้นๆ ... Culture Shock ค่ะ
ความรู้สึกแรก..."WTF!" น่าจะไม่ต่างจาก พี่ป้อม ภาวุธ ที่โพสท์เรื่อง การอภิปรายพูดเรื่องซ้ำ ๆ ใช้เวลาไม่มีประสิทธิภาพเอาเสียเลย ครั้งแรกฟาดไปสี่ทุ่ม ครั้งที่ 2 ก็เลิกเกือบสองทุ่มกว่า ไม่ได้บ่นนะคะ ตอนทำงานเอกชนเราก็ทำกันแบบนี้ แต่เราได้เรื่องได้ข้อสรุป และ next action ที่ชัดเจนพร้อมลุยต่อในวันรุ่งขึ้น
ความรู้สึกที่ 2 ... "เขินชิบ" ทำไมงานในสภา มันเหมือนเป็น "พิธีกรรมเสนอหน้า" ให้พี่น้องชาวบ้านเห็นว่าทำงานอยู่นะจ๊ะ เวลามี สส. ขึ้นอภิปราย แล้วจะเห็นเพื่อน สส. ท่านอื่นย้ายที่นั่งไปอยู่รอบๆเพื่อให้กล้องจับออกช่องรัฐสภา ซึ่งก่อนหน้านี้อยู่ไหนก็ไม่รู้ เอาจริงโคตรจะเขินแทน จะทำงาน จะประชุม จะเดินในสภาต้องมีเก็บภาพโพสท์ลงโซเชียลมีเดีย ตอนแรกก็เขิน แต่ตอนนี้ก็ทำกะเค้าด้วย (เอิ้ก)
ความรู้สึกถัดมา... "ได้ด้วยเหรอวะ" ทำไมหลายคนเหมือนอภิปรายเพื่อทำ content ต่างคนต่าง Dramatize แต่แก่นของเรื่องราวมีอยู่น้อยนิด บางท่านเนื้อหาดีแต่ผิดกาละเทศะ พูดเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับประเด็นที่กำลังหารือเลย ถ้าอยู่เอกชนโดนสั่งให้หุบปากไปแล้ว
แต่อันที่เลี่ยนๆ คือ สส. หลายคนอภิปรายแบบ "อ่านสคริปท์"
การมีโน้ตเพื่อกันลืม ดูข้อมูลสำคัญไม่ผิดอะไรเลยค่ะ
แต่สคริปท์ที่หลายท่านตั้งอกตั้งใจอ่าน คือ ข้อความที่มาจากการใช้ ai และน่าจะ prompt แบบ basic เหมือนๆกัน เช่น "ร่างคำอภิปรายในสภาเรื่องฝุ่น เพื่อพูดใน 5 นาที"
ข้อมูลเลยออกมาแบบเดียวกัน สำนวน ai (chat gpt แบบ free ด้วยมั้ง) เหมือนๆกัน เพื่อนๆลองดูดิ มันจะออกมาประมาณ 'นี่ไม่ใช่ปัญหาแบบ xyz แต่มันต้องแก้เชิงระบบ..." วันทั้งวันเรานั่งฟังข้อมูลชุดเดียวที่มาจาก ai โมเดลพื้นฐานแบบเดียวกัน (ไม่เลี่ยนไงไหว)
วันนี้เพื่อน สส. คริส ทนไม่ไหว พูดประเด็นนี้ขึ้นมาการอภิปรายต้องมาจากเจตน์จำนงของ สส. ไม่ควรมีการอ่านจากเอกสารคำต่อคำแบบนี้ ตอนแรกพี่ก็แอบเคือง คริส นะคะ ดึกแล้วจะมาประท้วงอะไรกันตอนนี้ แต่ที่คริสพูดก็ถูกค่ะ
Culture shock ผ่านไป มาสู่การทำความเข้าใจมุมมองอาชีพ "ผู้แทนราษฎร"
เพื่อน ส.ส. 400 คน เป็นตัวแทนของคนในเขตของเขา การที่ได้นั่งฟังเพื่อนๆพูดถึงปัญหาในพื้นที่ตัวเอง ก็เป็นการเปิดโลกให้เข้าใจความต่างและความจำเป็นที่ต้องมี "ผู้แทน หรือ ตัวแทน" ของพี่น้องประชาชน
ยิ่งมีความหลากหลาย ยิ่งต้องใช้เวลา บางทีเราจะรวบรัดบนหลักประสิทธิภาพสูงสุดอย่างเดียวไม่ได้ ข้อมูลหลายท่านเป็นข้อมูลเฉพาะในพื้นที่ แม้จะมีประชากรไม่มาก แต่ความสำคัญในการแก้ปัญหาก็ไม่น้อยกว่าพื้นที่เมืองใหญ่ค่ะ
แต่สิ่งที่อยากให้ช่วยกันเห็นเป้าเดียวกันคือคุณภาพของข้อมูลเพื่อการตัดสินใจ คุณภาพของการโต้เถียง เพื่อให้สภาไม่ได้เป็นแค่พิธีกรรมของผู้ทรงเกียรติ แต่ทำให้ประเทศไทยเราดีขึ้นได้จริงๆ
ถ้าทุกอาชีพต้องมี upskill & reskill อาชีพ ส.ส. ก็เช่นเดียวกัน
รูปข้างล่าง คือ วันนี้ค่ะ อ้อร่วมยื่นญัตติ เพื่อตั้งกรรมธิการวิสามัญติดตามการแก้ไขปัญหา PM2.5 เอาจริงวันนี้ใจฟู หันไปบอกหัวหน้าและพี่ๆว่า "พี่รู้ไหม อ้อเตรียมตัวมาทั้งชีวิตเพื่อสิ่งนี้" ฟังดูเว่อร์ๆ แต่รู้สึกงั้นจริงๆ เพราะเป็นสิ่งที่ทำมาตลอดต่อเนื่องตั้งแต่อยู่ Futuretales lab / RISC / MQDC วันนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของบทบาทดันนโยบายและลงมือทำ ข้อมูลที่มี เพื่อนผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกทั่วไทย ทรัพยากรความคิดทั้งหมด ครั้งนี้ #แม่จะฟาด เพื่ออากาศสะอาดให้ลูกๆนะคะ
ขณะที่ นายคริส โปตระนันทน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจ ได้มีการทักท้วงในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวานนี้ (1 เม.ย.) ที่มีการพิจารณาญัตติด่วนเรื่องการเสนอข้อเสนอและมาตรการในการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ถึงรัฐบาลว่า ตนเป็นสส.ใหม่ครั้งแรก สมัยแรก แต่ ตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ข้อที่ 69 ที่บัญญัติว่า การอภิปรายไม่ควรนำเอกสารมาอ่านให้ที่ประชุมฟัง จนทำให้การประชุมเสียเวลามาก จึงขอให้ประธานการประชุม วินิจฉัยว่า ต่อไปนี้ สภาจะดำเนินการเช่นนี้ใช่หรือไม่ เพราะตนเชื่อว่า หากประชาชนเห็นการทำงานที่ไม่มีประสิทธิภาพของสภา โอกาสที่ประชาชนจะติดตาม จะน้อยลง และความน่าเบื่อจะสูงขึ้น และจะไม่เข้าใจว่า ความศักดิ์สิทธิ์ของสภาอยู่ที่ใด เพราะหลักการของรัฐสภาทั่วโลก สมาชิกต้องมีเจตจำนงเสรีของตนเอง หรืออย่างน้อยต้องกลับไปท่องมาก่อน เพราะการประชุมดังกล่าว 9 ชั่วโมงที่มีการพิจารณา เชื่อว่า จะต้องมี 3-4 ชั่วโมงที่ต้องฟัง สส.อ่านเอกสาร จึงขอให้ประธานได้พิจารณา
นายคริส ยังกล่าวอีกว่า ปัจจุบันมี AI สส.บางคนไม่ได้ทำการบ้าน และใช้ AI ในการเขียนบทอภิปรายให้ สส.สำหรับญัตติฝุ่นพิษ ซึ่ง AI ก็จะเขียนบท และ สส.ก็อ่านตามไปเรื่อย ๆ ดังนั้น ถ้าไม่สร้างบรรทัดฐานที่ดี ก็จะทำให้การประชุมสภาฯ ชุดนี้ 4 ปี จะเป็นเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ จึงขอให้ประธานวินิจฉัยไม่ให้มีการอ่านเอกสาร แต่สามารถอ่านโน้ตได้บ้าง แต่ไม่ทุกคำตามบทที่เตรียมมา
มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎร
ด้าน นางมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่ทำหน้าที่ประธานการประชุมในขณะนั้น ชี้แจงว่า ขอให้ สส.ได้ช่วยกัน เพราะมาตรฐานอยู่ที่จิตใต้สำนึก และวุฒิภาวะ ประธานการประชุม พยายามวิถีทางอะลุ้มอล่วย และให้ทุกพรรคการเมืองสบายใจ ประธานสามารถเข้มงวดได้ แต่ สส.จะรับได้หรือไม่ และตนเชื่อว่า มี สส.ที่ไม่พอใจในการกำหนดเวลา 5 นาทีในการอภิปราย และไม่ให้เกินเวลามากนัก จึงขอให้วิปแต่ละพรรค ไปเจรจาตกลงกันว่า สส.จะดำเนินการอย่างไร เพื่อให้ประชาชนที่ติดตามการประชุม เกิดความศรัทธาต่อสภาแห่งนี้