เนชั่นทีวี

Feature & Lifestyle

เตือนปิดเทอมหน้าร้อน! สถิติเด็กจมน้ำ 5 ปีดับเฉียดพัน เจาะ 14 จังหวัดเสี่ยงสูง

02 เม.ย. 2569

เตือนปิดเทอมหน้าร้อน! สถิติเด็กจมน้ำ 5 ปีดับเฉียดพัน เจาะ 14 จังหวัดเสี่ยงสูง

เผยสถิติ 5 ปี เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี จมน้ำเสียชีวิตช่วงปิดเทอมกว่า 925 ราย เจาะจงเดือนเมษายนเสี่ยงสุด พร้อมแนะมาตรการป้องกันเข้มใน 14 จังหวัดพื้นที่สีแดง

ปัญหา “เด็กจมน้ำ” ยังคงเป็นหนึ่งในสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ของเด็กไทย และยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นในช่วงปิดเทอมฤดูร้อน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เด็กมีอิสระในการทำกิจกรรมกลางแจ้งมากขึ้น แต่กลับขาดการดูแลอย่างใกล้ชิดจากผู้ปกครอง ข้อมูลล่าสุดจากกรมควบคุมโรคสะท้อนภาพที่น่ากังวลอย่างชัดเจน เมื่อพบว่าในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี เสียชีวิตจากการจมน้ำรวมถึง 925 ราย และมีผู้บาดเจ็บสูงถึง 7,415 ราย

หากเฉลี่ยตัวเลขนี้ เท่ากับว่าในแต่ละปีมีเด็กไทยเสียชีวิตจากการจมน้ำเกือบ 185 ราย หรือเกือบ “วันเว้นวัน” ที่ต้องสูญเสียชีวิตเด็กหนึ่งคนจากอุบัติเหตุที่สามารถป้องกันได้

เมื่อเจาะลึกลงไปในช่วงเวลาที่เกิดเหตุ จะพบว่าช่วงเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม ซึ่งเป็นฤดูร้อนและตรงกับช่วงปิดเทอม เป็นช่วงที่มีความเสี่ยงสูงที่สุด โดยเฉพาะเดือนเมษายนที่มีสถิติการจมน้ำสูงสุด สะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมของเด็กที่นิยมออกไปเล่นน้ำ ไม่ว่าจะเป็นคลอง หนอง บึง หรือแหล่งน้ำตามธรรมชาติ โดยมักไม่มีผู้ใหญ่ดูแล

ข้อมูลเบื้องต้นเฉพาะเดือนมีนาคม 2569 เพียงเดือนเดียว พบว่า มีเด็กเสียชีวิตจากการจมน้ำถึง 28 ราย จาก 22 เหตุการณ์ หรือเฉลี่ยเกือบวันละ 1 ราย ซึ่งถือเป็นสัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม

ในแง่ของช่วงอายุ กลุ่มเด็กอายุ 5–9 ปี เป็นกลุ่มที่มีอัตราการเสียชีวิตสูงที่สุด จำนวน 13 ราย รองลงมาคือกลุ่มอายุ 10–14 ปี จำนวน 11 ราย สะท้อนให้เห็นว่าเด็กวัยประถมเป็นกลุ่มเสี่ยงสำคัญ เนื่องจากยังขาดทักษะการเอาตัวรอดในน้ำ และมักประเมินความเสี่ยงต่ำกว่าความเป็นจริง

อีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจคือ “เพศชาย” มีอัตราการเสียชีวิตมากกว่าเพศหญิงถึง 2 เท่า ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการเล่นที่มีความเสี่ยงมากกว่า เช่น การกระโดดน้ำ การท้าทายกัน หรือการว่ายน้ำในพื้นที่อันตราย

เมื่อวิเคราะห์สถานที่เกิดเหตุ พบว่า แหล่งน้ำตามธรรมชาติและแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรเป็นจุดเสี่ยงหลัก โดยมีเหตุการณ์สูงถึง 18 เหตุการณ์ และมีผู้เสียชีวิตถึง 24 ราย คิดเป็นสัดส่วนที่สูงมากเมื่อเทียบกับแหล่งน้ำประเภทอื่น ขณะที่สระว่ายน้ำมาตรฐานก็ยังไม่ปลอดภัย 100% โดยพบเหตุจมน้ำ 5 เหตุการณ์ และมีผู้เสียชีวิต 1 ราย

ด้าน “สาเหตุ” ของการจมน้ำ พบว่า การเล่นน้ำเป็นปัจจัยหลักสูงถึงร้อยละ 75.8 รองลงมาคือการพลัดตกหรือการลื่นลงน้ำ ร้อยละ 18.2 ซึ่งชี้ให้เห็นว่าพฤติกรรมของเด็กเองเป็นปัจจัยสำคัญ ขณะที่ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม เช่น พื้นลื่น ความลึกไม่สม่ำเสมอ หรือวัสดุใต้น้ำ ก็มีส่วนเพิ่มความเสี่ยง

ที่สำคัญคือ ขณะเกิดเหตุ เด็กส่วนใหญ่อยู่กับ “เพื่อน” มากที่สุดถึงร้อยละ 57.6 ซึ่งหมายความว่าไม่มีผู้ใหญ่คอยดูแลโดยตรง แม้จะมีกรณีที่เด็กอยู่กับผู้ปกครองถึงร้อยละ 33.3 แต่ก็ยังเกิดอุบัติเหตุได้ สะท้อนว่าการดูแลอาจยังไม่ใกล้ชิดเพียงพอ

 

เปิดลายแทง 14 จังหวัด "พื้นที่เสี่ยงสูง" (เสียชีวิตสะสมมากกว่า 20 ราย)

ในเชิงพื้นที่ พบว่ามีถึง 14 จังหวัดที่มีจำนวนเด็กเสียชีวิตสะสมมากกว่า 20 รายในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา โดยจังหวัดที่มีตัวเลขสูงสุด ได้แก่

  1. นครราชสีมา (43 ราย)

  2. ขอนแก่น, บุรีรัมย์ (37 ราย)

  3. สุรินทร์ (36 ราย)

  4. ศรีสะเกษ (32 ราย)

  5. อุดรธานี (29 ราย)

  6. ร้อยเอ็ด, สกลนคร (28 ราย)

  7. อุบลราชธานี (27 ราย)

  8. นครสวรรค์, ปัตตานี (21 ราย)

  9. กรุงเทพมหานคร, นครศรีธรรมราช, นราธิวาส (20 ราย)

จากตัวเลขและพื้นที่ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่า “ปัญหานี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่พื้นที่ชนบท”

เมื่อพิจารณาจากข้อมูลทั้งหมด จะเห็นได้ชัดว่า “การจมน้ำในเด็ก” ไม่ใช่อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นผลจากหลายปัจจัย ทั้งพฤติกรรม การขาดทักษะ การขาดการดูแล และสภาพแวดล้อมที่ไม่ปลอดภัย

 

แนวทางป้องกันและให้ความรู้ (Educational Guide)

มาตรการสำหรับแหล่งน้ำธรรมชาติ/เกษตรกรรม:

  • ติดตั้งอุปกรณ์ช่วยชีวิต: เช่น ถังแกลลอนเปล่าผูกเชือก ขวดน้ำพลาสติก หรือไม้ ยาวๆ ไว้ใกล้แหล่งน้ำ

  • ป้ายเตือน: ติดป้ายบอกระดับความลึกและคำเตือนพื้นที่ลื่น

  • ตรวจสอบพื้นที่: ระวังพื้นใต้น้ำที่ไม่เท่ากัน วัสดุใต้น้ำ และหญ้าปกคลุมที่อาจทำให้ลื่นล้ม

 

มาตรการสำหรับสระว่ายน้ำมาตรฐาน:

  • Life Guard: ต้องมีเจ้าหน้าที่เฝ้าสระตลอดเวลาและมีกล้องวงจรปิด

  • รั้วกั้น: ต้องมีรั้วล้อมรอบสระทั้ง 4 ด้าน เพื่อป้องกันเด็กแอบลงเล่นลำพัง

  • อุปกรณ์: มีห่วงชูชีพและป้ายบอกกฎระเบียบที่ชัดเจน

 

กฎเหล็ก "ตะโกน โยน ยื่น":

หากพบคนจมน้ำ ห้ามกระโดดลงไปช่วยด้วยตัวเองเด็ดขาด ให้ใช้หลักการ:

  • ตะโกน: เรียกให้ผู้ใหญ่หรือคนรอบข้างช่วย และโทร 1669 หรือ 1422

  • โยน: โยนอุปกรณ์ที่ลอยน้ำได้ให้ผู้ประสบภัยเกาะ เช่น ถังแกลลอน ห่วงยาง

  • ยื่น: ยื่นไม้หรือผ้าให้ผู้ประสบภัยจับแล้วลากเข้าฝั่ง

ท้ายที่สุด ปัญหานี้ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งครอบครัว ชุมชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพราะทุกตัวเลขในสถิติ คือ “หนึ่งชีวิต” ที่สูญเสียไปอย่างไม่มีวันกลับ

การเฝ้าระวังเพียงเล็กน้อย อาจหมายถึงการรักษาชีวิตของเด็กคนหนึ่งเอาไว้ได้ และในช่วงปิดเทอมฤดูร้อนนี้ ความใส่ใจของผู้ใหญ่ อาจเป็นเกราะป้องกันที่สำคัญที่สุดในการหยุดยั้งโศกนาฏกรรมที่ไม่ควรเกิดขึ้นซ้ำอีก