ข้อมูลฝั่งโรงกลั่น ค่าการกลั่น ไม่ใช่ลาภลอย เหตุต้นทุนจริงพุ่ง
02 เม.ย. 2569

เปิดข้อมูลฝั่งโรงกลั่น แจงค่าการกลั่นไม่ใช่ลาภลอย เหตุ “พรีเมียมน้ำมันดิบ” เพิ่มจากสงคราม ทำต้นทุนสูง หากคุมราคามากเสี่ยงขาดแคลนน้ำมัน
Business
02 เม.ย. 2569

เปิดข้อมูลฝั่งโรงกลั่น แจงค่าการกลั่นไม่ใช่ลาภลอย เหตุ “พรีเมียมน้ำมันดิบ” เพิ่มจากสงคราม ทำต้นทุนสูง หากคุมราคามากเสี่ยงขาดแคลนน้ำมัน
ในขณะที่รัฐบาล โดย “คณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง” หรือ คตร. กำลังเร่งรัดหาช่องทาง “ลดค่าการกลั่น” ของโรงกลั่นลง เพราะมองว่ามีตัวเลขกำไรสูงเกินไป หลังจากมีการเปิดเผยตัวเลขช่วง 10 วันแรกของเดือนมีนาคม 2569 หลังจากเกิดสงครามในตะวันออกกลาง ค่าการกลั่นพุ่งไปถึง 170% และล่าสุดมีการเปิดเผยตัวเลข ณ วันที่ 1 เมษายน 2569 อยู่ 13.91 บาทต่อลิตรนั้น
อีกด้านหนึ่ง ก็มีข้อมูลจากกลุ่มโรงกลั่น ซึ่งประเทศไทยมีทั้งหมด 6 โรง และได้เข้าชี้แจงต่อ คตร.ในวันนี้ ปรากฏว่ามีข้อมูลสำคัญบางส่วนที่ยังไม่ถูกสื่อสารออกมาจากรัฐบาลและฝ่ายการเมือง
ยกตัวอย่าง เช่น ค่าการกลั่นของเดือนมีนาคม 2569 ที่เคยมีการรายงานข่าวว่า เพิ่มสูงขึ้นกว่าเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ถึงกว่า 170% ทำให้ถูกมองว่าโรงกลั่นมีกำไรมหาศาล สมควรลดค่าการกลั่นลง หรือเก็บภาษีลาภลอยนั้น
ในความเป็นจริงแล้ว เมื่อพิจารณาจากค่าการกลั่นเฉลี่ยทั้งเดือนของเดือนมีนาคม 2569 จะพบว่าค่าการกลั่นเพิ่มขึ้นก็จริง ตัวเลขเฉลี่ยอยู่ที่ 7.23 บาทต่อลิตร เมื่อเปรียบเทียบกับค่าการกลั่นเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งอยู่ที่ 2.09 บาทต่อลิตร แต่ค่าการกลั่นของเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ก็ลดลงจากเดือนมกราคม 2569 ซึ่งอยู่ที่ 2.14 บาทต่อลิตรเช่นกัน
ฉะนั้นการพิจารณาค่าการกลั่น ไม่สามารถดูตัวเลขรายวันได้ แต่ต้องดูตัวเลขเฉลี่ยเป็นช่วงเวลา และน่าจะประมาณ 2 เดือนขึ้นไป ตามรอบของการขนส่งและสั่งซื้อน้ำมันเข้ามาถึงโรงกลั่น
อย่างเช่น ค่าการกลั่นรายวันของเดือนมีนาคม 2569 บางวันก็สูงกว่า 7 บาท แต่บางวันก็ต่ำกว่า 7 บาทมาก เป็นต้น
ที่สำคัญก็คือ ตัวเลขที่นำมาแสดง เป็นตัวเลข “ประมาณการกำไรเบื้องต้นของโรงกลั่น ก่อนหักค่าใช้จ่ายต่างๆ โดยเฉพาะค่า “พรีเมียมน้ำมันดิบ” หรือ Crude Premium ซึ่งหมายถึงส่วนต่างของราคาน้ำมันดิบที่ผู้ขายบวกเพิ่ม หรือหักลดจากราคาน้ำมันอ้างอิง ตามคุณภาพของน้ำมันดิบแต่ละชนิดและต้นทุนการขนส่ง
ปัจจุบันค่า Crude Premium นี้ เพิ่มสูงขึ้นมาเนื่องจากสถานการณ์สงคราม ราวๆ ลิตรละ 3-6 บาท โดยเฉพาะค่าจ้างเรือขนส่งน้ำมัน และคุณภาพน้ำมันที่เปลี่ยนไปจากที่เคยสั่งซื้อ เนื่องจากแหล่งซื้อน้ำมันต้องเปลี่ยนแปลงจากภาวะการสู้รบและการปิดช่องแคบฮอร์มุซ
จะเห็นได้ว่า หากคิดตัวเลขง่ายๆ นำค่าพรีเมียมน้ำมันดิบที่เพิ่มขึ้นล่าสุดนี้ 3-6 บาทต่อลิตร ไปหักลบกับค่าการกลั่นที่มีการเปิดเผยตัวเลขจากสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน หรือ สนพ. ราวๆ 7 บาทต่อลิตร (ค่าเฉลี่ยเดือนมีนาคม 2569) ก็จะพบว่า ค่าการกลั่นจริงๆ เหลือเพียง 1-2 บาทเท่านั้น และยังไม่ได้หักต้นทุนอื่นๆ อีกมาก
ข้อมูลจากกลุ่มโรงกลั่นระบุว่า ตัวเลข “ค่าการกลั่น” ที่เปิดเผยโดย สนพ. ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดกระทรวงพลังงาน เป็นเพียงดัชนีส่วนต่างราคาน้ำมันในตลาดโลก ไม่ใช่ต้นทุนที่เกิดขึ้นจริงของโรงกลั่น
ค่าการกลั่น ซึ่งเป็นค่ามาตรฐานในตลาดน้ำมันทั่วโลก คำนวณจาก...
ราคาน้ำมันสำเร็จรูป (ซึ่งหมายถึงราคาหน้าโรงกลั่น) ลบด้วยต้นทุนน้ำมันดิบ ซึ่งประกอบด้วย ราคาน้ำมันดิบอ้างอิง ค่าพรีเมียม ค่าขนส่ง ค่าประกัน และค่าความเสียหายระหว่างการขนส่ง ลบด้วย ค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน นี่คือ “การคำนวณค่าการกลั่น” ตามมาตรฐานทั่วไป
แต่ข้อมูลที่ สนพ.นำมาคำนวณ คือ...
ราคาน้ำมันสำเร็จรูป แต่คิดเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักของโรงกลั่นทุกโรงในประเทศ ซึ่งไม่ได้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงของโรงกลั่นแต่ละโรง ไม่มีการบวกค่าพรีเมียมเป็นต้นทุนน้ำมันดิบ ส่วนค่าขนส่งก็อ้างอิงจากสิงคโปร์ ซึ่งระยะทางใกล้กว่าแหล่งซื้อน้ำมันจริง เช่น ตะวันออกกลาง ขณะที่ค่าประกันก็คิดเรท 0.084% ของต้นทุนน้ำมันดิบ ซึ่งต่ำกว่าความเป็นจริง เพราะขณะนี้ค่าประกันอยู่ที่ 0.2514% / และยังไม่ได้นำ “ค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน” เข้าไปหักลบด้วย
ฉะนั้นหากพิจารณาในมุมของโรงกลั่น ค่าการกลั่นที่เป็นตัวเลขของ สนพ. จะสูงเกินกว่าความเป็นจริงตลอดเวลา และไม่ได้สะท้อนตัวเลขจริงจากโรงกลั่น
ข้อมูลจากฝั่งโรงกลั่นที่เตรียมนำไปชี้แจงกับ คตร.เพิ่มเติม ยังมีข้อมูลเปรียบเทียบ “ค่าการกลั่น” ในช่วงสงครามยูเครน ปี 2022 ถึง 2023 ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดวิกฤตคล้ายๆ กับปัจจุบันนี้ โดยเมื่อพิจารณาจาก “ค่าการกลั่นเฉลี่ย” ช่วงสงครามรัสเซียยูเครนปีแรก จากไตรมาส 1 ปี 2022 ถึง ไตรมาส 2 ของปี 2023 อยู่ที่ 0.3 บาทต่อลิตรเท่านั้น
ข้อมูลจากฝั่งโรงกลั่น จะพบว่า ช่วงเกิดสงครามยูเครนใหม่ๆ ค่าการกลั่นพุ่งสูง ทำให้โรงกลั่นมีกำไรมากก็จริง แต่เมื่อผ่าน 2 ไตรมาสแรกไปแล้ว ค่าการกลั่นติดลบด้วยซ้ำ จนถึงไตรมาส 2 ของปี 2023 เมื่อนำมาเฉลี่ย 1 ปี ทำให้ตัวเลข “ค่าการกลั่นเฉลี่ย” อยู่ที่ 0.3 บาทต่อลิตรเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ในภาวะสงครามจึงไม่ใช่ช่วงที่โรงกลั่นทำกำไรได้มาก หรือมีลาภลอยเสมอไป
แหล่งข่าวซึ่งเป็นผู้บริหารโรงกลั่นแห่งหนึ่ง ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า กำไรทางบัญชีของโรงกลั่นในบางช่วงเวลานั้น “มีอยู่จริง” แต่ต้องไม่ลืมว่า ในเวลาเดียวกันที่มองว่าโรงกลั่นได้กำไรมากนั้น / แต่โรงกลั่นก็ต้องนำเงินไปซื้อน้ำมันดิบล็อตใหม่มากลั่นในอนาคต ในอีก 1-2 เดือนข้างหน้า โดยเป็นน้ำมันดิบในราคาปัจจุบัน ซึ่งเพิ่มสูงขึ้นมากเช่นกัน
ฉะนั้นถ้ามีการควบคุม หรือกำหนดเพดานค่าการกลั่นต่ำเกินไป ผลกระทบที่เกิดขึ้นก็คือ โรงกลั่นจะไม่มีเงินไปซื้อน้ำมันล็อตใหม่มารอกลั่น ซึ่งเป็นน้ำมันดิบที่ราคาแพงขึ้นหลายเท่า และหากเป็นแบบนี้เรื่อยๆ ก็จะไม่มีน้ำมันมากลั่นในอีกสองเดือนข้างหน้า โรงกลั่นอาจจะต้องปิด หรือต้องนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูป ซึ่งก็เป็นการนำเข้าในราคาตลาดโลกในเวลานั้นอยู่ดี
ข่าวล่าสุด