ปัญหาอีกสิ่งหนึ่งที่เกิดการตั้งคำถามคือ กสทช. มีอำนาจจริง ๆ หรือไม่ ซึ่งเมื่อดูกฎหมายแล้ว กสทช. มีอำนาจทั้งการอนุญาต หรือควบคุมการควบรวม ตามกฎหมายของปี 2549 กำหนดว่าการเข้าซื้อหุ้นหรือถือหุ้นมากกว่า 10% ของผู้ได้รับใบอนุญาตรายอื่น หรือเข้าซื้อสินทรัพย์ทั้งหมด เพื่อให้มีสิทธิ์กำหนดนโยบาย ต้องได้รับอนุญาตจาก กสทช. ก่อนเท่านั้น จะกระทำก่อนไม่ได้ หากตีความตามกฎหมายปี 2549 กสทช. ต้องทำหน้าที่ในการอนุญาตตั้งแต่ต้น ซึ่งขึ้นอยู่กับการตีความของ กสทช.เอง แต่ทั้งนี้ตามแผนแม่บทและตามกฎหมาย กสทช. ยังคงมีสิทธิ์ในการพิจารณาและสั่งการอยู่ และจากการดีลของดีแทค - ทรู จากการตรวจสอบอย่างละเอียดแล้วก็เข้าข่ายควบรวมในกิจการเดียวกัน ซึ่ง กสทช. ต้องใช้อำนาจในการสั่งการด้วยเช่นกัน
ด้านอนุกรรมการด้านการสื่อสาร โทรคมนาคม และเทคโนโลยีสารสนเทศ สภาองค์กรของผู้บริโภค สุภิญญา กลางณรงค์ ระบุ หากพูดถึงการก่อตั้งของ กสทช. นั้นก็ต้องคงพูดถึงรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 ที่ทำให้เกิดองค์กรอิสระที่ไม่ใช่ของรัฐออกมา และ กสทช. ก็ได้รับสิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญ
แต่ในช่วงปี 2561 มีความพยายามแก้ไขเพื่อทำให้อำนาจของ กสทช. ในการกำกับดูแลสิทธิ์และบริหารจัดการ รวมถึงการลดการผูกขาดและส่งเสริมการแข่งขันอย่างเป็นธรรมนั้นลดน้อยถอยลงไป ซึ่งล้วนเป็นเจตนารมณ์ที่เขียนไว้ในพระราชบัญญัติของ กสทช. และถ้าหากดูแผนแม่บทของ กสทช. ฉบับที่ 2 ก็จะพบว่ามีการพูดถึงการแข่งขันที่เป็นธรรม และมีการเปิดรับฟังความคิดเห็นที่ครบถ้วน รวมไปถึงการมีอำนาจในการไม่ทำให้ตลาดเกิดการผูกขาด ซึ่งถ้าหาก กสทช. ไม่ทำก็อาจจะถูกตั้งข้อสงสัยว่าองค์กรทำงานครบถ้วนหรือไม่ จุดอ่อนตรงนี้อาจจะทำให้ถูกฟ้องได้เลยหรือไม่ สิ่งนี้ควรเป็นสิ่งที่รัดกุมและทำตามหลักนิติธรรมมากที่สุด
กสทช. ไม่สามารถใช้วิธีการศรีธนญชัยในการตัดสิน กสทช. คือตัวแทนรัฐและสังคมในการทำสัญญากับเอกชน และเอกชนถ้าหากต้องการเปลี่ยนแปลงสัญญาก็ต้องมาขออนุญาต กสทช. ซึ่ง กสทช. ต้องทำหน้าที่ตรงนี้ ไม่ใช่เป็นนายทะเบียนเพียงอย่างเดียว เพื่อไม่ให้กระทบต่อรัฐและสังคม
ด้านเลขาธิการสภาองค์กรของผู้บริโภค สารี อ๋องสมหวัง ระบุ ปัจจุบัน กสทช. ไม่ได้ดำเนินการตามหลักนิติธรรม โดยจากกรณีการควบรวมกิจการ ดีลทรู-ดีแทค พบว่ากฤษฎีกาและผู้เชี่ยวชาญได้ตัดสินแล้วมีความเห็นตรงกันว่า กสทช. ควรใช้อำนาจตนเองในการตัดสินไม่ควบรวมดีแทค - ทรู เนื่องจากปัญหาของประชาชนหลังจากควบรวม คือการที่ต้องจ่ายค่าโทรศัพท์แพงมากขึ้นประมาณ 244.5% หากเกิดการควบรวมแล้วก็อาจจะส่งผลทำให้การแข่งขันน้อยลง หรือไม่มีเลยก็ได้
ดังนั้น กสทช. ควรใช้อำนาจของตนเองที่ทำให้ไม่เกิดการผูกขาดและสนับสนุนให้เกิดการแข่งขันของกิจการโทรคมนาคม ซึ่งหากไม่ใช้อำนาจทางฝั่งผู้บริโภคก็จะดำเนินการตามหลักนิติธรรมต่อไป แน่นอนว่า กสทช. ไม่ได้มีหน้าที่ในการพัฒนาเทคโนโลยี แต่มีหน้าที่ที่จะรักษาสิทธิของผู้บริโภคและทำให้เกิดการแข่งขัน เพื่อให้ประชาชนมีตัวเลือกในการใช้บริการต่อไป