เนชั่นทีวี

ข่าว

ศาลสั่งจำคุก 6 เดือน 2 หนุ่มสมาชิก “กู้ชาติรัฐปัตตานี” คดีอั้งยี่ เอี่ยว เหตุระเบิดปั๊มน้ำมัน

19 ก.ย. 2569 | prisana_tha

ศาลสั่งจำคุก 6 เดือน 2 หนุ่มสมาชิก “กู้ชาติรัฐปัตตานี” คดีอั้งยี่  เอี่ยว เหตุระเบิดปั๊มน้ำมัน

ศาลสั่งจำคุก 6 เดือน 2 หนุ่มสมาชิก “กู้ชาติรัฐปัตตานี” คดีอั้งยี่ เอี่ยวเหตุบึ้มปั๊มน้ำมันต้นปี ศาลอุทธรณ์ให้ประกันตัว ติดกำไล EM

ศาลสั่งจำคุก 6 เดือน 2 หนุ่มสมาชิก “กู้ชาติรัฐปัตตานี” คดีอั้งยี่ เอี่ยวเหตุบึ้มปั๊มน้ำมันต้นปี ศาลอุทธรณ์ให้ประกันตัว ติดกำไล EM

KEY

POINTS

  • ศาลจังหวัดนราธิวาส พิพากษาจำคุก 2 ผู้ต้องหา คนละ 1 ปี ในความผิดฐานเป็นอั้งยี่ กรณีเข้าร่วม “ขบวนการกู้ชาติรัฐปัตตานี”
  • จำเลยทั้งสองรับสารภาพ ศาลลดโทษกึ่งหนึ่ง เหลือจำคุกคนละ 6 เดือน และไม่รอการลงโทษ
  • ศาลอุทธรณ์ภาค 9 อนุญาตปล่อยชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์ ตีราคาประกันคนละ 150,000 บาท พร้อมติดกำไล EM

19 กันยายน 2569 เพจสื่อศาล ซึ่งเป็นเพจที่ให้ข้อมูลของสำนักงานศาลยุติธรรมได้ สรุปข้อมูลการดำเนินคดี-คำพิพากษาของศาลจังหวัดนราธิวาส ให้จำคุกคดีอั้งยี่ ของสมาชิกคณะบุคคล “ขบวนการกู้ชาติรัฐปัตตานี” ที่มีการกล่าวหาว่าเชื่อมโยงเหตุการณ์คนร้ายลอบวางระเบิดบริเวณปั๊ม ปตท. อ.ตันหยงมัส จ.นราธิวาส

 

กรณีเมื่อวันที่ 11 ม.ค. 2569 เกิดเหตุคนร้ายปกปิดใบหน้าลอบวางระเบิดบริเวณปั๊ม ปตท. อ.ตันหยงมัส จ.นราธิวาส เจ้าพนักงานสืบสวนหาผู้กระทำผิด สามารถควบคุมตัว นายฮัมบาลี อายุ 24 ปี และนายฮีกมี อายุ 23 ปี ในชั้นสอบสวนเจ้าพนักงานเริ่มต้นจากการกล่าวหาว่าจำเลยทั้งสองเข้าร่วมขบวนการกู้ชาติรัฐปัตตานี และอาจจะมีส่วนร่วมในเหตุการณ์ลอบวางระเบิดเมื่อวันที่ 11 ม.ค. 69 ดังกล่าว แต่จากการสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานสุดท้ายวันที่ 2 มิ.ย. 2569 พนักงานอัยการสำนักงานคดีอาญา 4 ภาค 9 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายฮัมบาลี อายุ 24 ปี และนายฮีกมี อายุ 23 ปี จำเลยที่ 1-2 ต่อศาลจังหวัดนราธิวาส เฉพาะความผิดฐานเป็นอั้งยี่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 209 เพียงข้อหาเดียว

โดยคำฟ้อง ระบุพฤติการณ์ว่า เมื่อประมาณเดือน ก.ค. 2566 -8 ม.ค. 2569  จำเลยทั้งสองได้บังอาจเข้าร่วมเป็นสมาชิกของคณะบุคคลซึ่งใช้ชื่อว่า “ขบวนการกู้ชาติรัฐปัตตานี” อันเป็นคณะบุคคลซึ่งปกปิดวิธีดำเนินการ และมีความมุ่งหมายเพื่อการอันมิชอบด้วยกฎหมาย โดยมีความมุ่งหมายกระทำการก่อการร้ายด้วยวิธีการต่างๆ เพื่อแบ่งแยกดินแดนและเพื่อยึดอำนาจปกครองในส่วนจังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส และบางอำเภอของจังหวัดสงขลา อันเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรไทย ออกจากราชอาณาจักรไทย แล้วจัดตั้งขึ้นเป็นประเทศหรือรัฐใหม่ที่มีอำนาจอธิปไตยเป็นของตนเอง เรียกว่า “รัฐปัตตานีหรือปัตตานีดารุลสลาม”

 

ต่อมาวันที่ 11 มี.ค. 2569 เจ้าพนักงานจับกุมจำเลยที่ 1 ได้นำส่งพนักงานสอบสวน และวันที่ 24 เม.ย. 2569 เจ้าพนักงานจับกุมจำเลยที่ 2 ได้นำส่งพนักงานสอบสวนทำการสอบสวน ในชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ ศาลจังหวัดนราธิวาส ประทับฟ้องไว้เป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.615/2569

ต่อมาวันที่ 12 มิ.ย. 2569 ศาลจังหวัดนราธิวาส นัดสอบคำให้การจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองแถลงขอต่อสู้คดีและแถลงขอแต่งตั้งทนายความเอง ศาลนัดพร้อมเพื่อคุ้มครองสิทธิ สอบคำให้การ ตรวจพยานหลักฐาน และกำหนดวันนัดสืบพยาน ในวันที่ 21 ก.ค. 2569 เวลา 09.30 น. จนวันที่ 21 ก.ค. 2569 ศาลจังหวัดนราธิวาสออกนั่งพิจารณาในวันนัดพร้อมเพื่อคุ้มครองสิทธิฯ

 

ซึ่งอัยการโจทก์ จำเลยทั้งสองและทนายความจำเลยทั้งสองมาศาล โดยศาลอ่านและอธิบายฟ้องรวมทั้งแจ้งสิทธิหน้าที่ต่างๆ ตามกฎหมาย ขั้นตอนการดำเนินคดีของศาลและพยานหลักฐานซึ่งเป็นเอกสารในสำนวนคดีและที่โจทก์จะอ้างส่งศาลเป็นพยานหลักฐาน ตลอดจนผลดีและผลเสียในการดำเนินคดีให้จำเลยทั้งสองฟังต่อหน้าทนายความจำเลยทั้งสอง จนจำเลยทั้งสองเข้าใจดีแล้ว จำเลยทั้งสองแถลงขอให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลได้บันทึกคำให้การจำเลยทั้งสองไว้

 

โดยในวันนัดดังกล่าวอัยการโจทก์ และจำเลยทั้งสอง แถลงไม่ติดใจสืบพยาน คดีเป็นอันเสร็จการพิจารณา ขณะที่จำเลยทั้งสองและทนายจำเลยทั้งสองแถลงร่วมกันว่า ขอให้ศาลมีคำสั่งให้สืบเสาะจำเลยทั้งสองก่อนอ่านคำพิพากษา จึงขอเลื่อนคดีออกไปสักนัดหนึ่ง ศาลสอบถามโจทก์แล้วแถลงไม่ค้าน

 

ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่ากรณีมีเหตุอันสมควร เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม จึงเห็นควรให้พนักงานคุมประพฤติสืบเสาะและพินิจก่อนอ่านคำพิพากษา จึงให้นัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 16 ก.ย. 2569 เวลา 09.30 น.

 

ต่อมาวันที่ 16 ก.ย. 2569 ศาลจังหวัดนราธิวาส อ่านคำพิพากษาให้คู่ความฟังสรุปว่า โจทก์ฟ้อง จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 ต่างเข้าร่วมเป็นสมาชิกของคณะบุคคลซึ่งใช้ชื่อว่า “ขบวนการกู้ชาติรัฐปัตตานี” อันเป็นคณะบุคคลซึ่งปกปิดวิธีดำเนินการและมีความมุ่งหมายเพื่อการอันมิชอบด้วยกฎหมาย โดยมีความมุ่งหมายเพื่อแบ่งแยกดินแดน และเพื่อยึดอำนาจปกครองในส่วนจังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส และบางอำเภอของจังหวัดสงขลา อันเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรไทย ออกจากราชอาณาจักรไทย แล้วจัดตั้งขึ้นเป็นประเทศหรือรัฐใหม่ที่มีอำนาจอธิปไตยเป็นของตนเอง เรียกว่า “รัฐปัตตานีหรือปัตตานีดารุลสลาม” อันเป็นคณะบุคคลที่ปกปิดวิธีดำเนินการและมีความมุ่งหมายเพื่อการอันมิชอบด้วยกฎหมาย เหตุเกิดที่ ต.ตันหยงมัส อ.ระแงะ จ.นราธิวาส

 

จึงพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 209 วรรคหนึ่ง จำคุกคนละ 1  ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 6 เดือน พิเคราะห์รายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยประกอบกับพฤติการณ์การกระทำผิดแล้ว ยังไม่มีเหตุให้รอการลงโทษ

 

ต่อมาจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์ โดยศาลอุทธรณ์ภาค 9 มีคำสั่งว่า จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ แต่ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองไม่สูงมากนัก ดังนั้นหากจำเลยทั้งสองยินยอมให้ใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถใช้ในการตรวจสอบหรือจำกัดการเดินทาง (EM) ก็อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว มิฉะนั้นให้ยกคำร้อง ตีราคาประกันคนละ 150,000 บาท ร่วมกับการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ต่อมาจำเลยทั้งสองทำสัญญาประกันและติด EM ตามคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 9 และได้รับการปล่อยตัวระหว่างอุทธรณ์แล้ว

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 209 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ผู้ใดเป็นสมาชิกของคณะบุคคลซึ่งปกปิดวิธีดำเนินการและมีความมุ่งหมายเพื่อการอันมิชอบด้วยกฎหมาย ผู้นั้นกระทำความผิดฐานเป็นอั้งยี่ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี และปรับไม่เกิน 140,000 บาท

ข่าวล่าสุด