สุดท้ายศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การออกพระราชกำหนดไม่ชอบด้วยกฎหมาย จริงๆ แล้วรัฐบาลต้องลาออก แต่ตอนนั้นเป็นรัฐบาลรักษาการ จึงทำเฉยๆ ลืมๆ กันไป
นี่คือตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นว่า ผู้มีเสียงข้างมาก ไม่ได้ทำถูกเสมอไป เพราะการใช้ “พวกมากลากไป” ย่อมไม่ใช่ประชาธิปไตยที่ทุกคนปรารถนา ด้วยเหตุนี้ การใช้อำนาจของเสียงข้างมาก ไม่ว่าจะลงมติอะไรก็ตาม ต้องมีหลักนิติธรรม และความชอบด้วยกฎหมายประกอบไปด้วย
แม้แต่การออกมติคณะรัฐมนตรีตามที่นายกฯอนุทินพูด ทุกเรื่องออกโดยเสียงข้างมาก แต่ไม่ได้หมายความว่า เสียงข้างมากจะชนะเสมอไป เพราะเมื่อถูกตรวจสอบโดยศาล หรือองค์กรอิสระ เสียงข้างมากกลายเป็นฝ่ายผิด ต้องติดคุกก็เคยมีมาแล้ว
เช่น คดีหวยบนดิน หรือคดีแปลงสัญญาสัมปทานดาวเทียม ในยุครัฐบาลไทยรักไทยในอดีต
ด้วยเหตุนี้ สิ่งหนึ่งที่จะลืมไม่ได้เลยในระบอบประชาธิปไตย ก็คือ การให้เกียรติและเคารพเสียงข้างน้อย เพราะจริงๆ แล้ว เสียงข้างน้อยอาจเป็นฝ่ายถูกในที่สุดก็ได้ ทั้งในทางกฎหมายและความรู้สึก
ระวัง “พวกมากลากไป” เจอ Check & Balance
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ เชษฐา ทรัพย์เย็น ในฐานะนักรัฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช ให้ความเห็นว่า ปัญหาในเชิงจริยธรรมทางการเมือง ต้องตั้งคำถามว่า “ความถูกต้อง” วัดจากอะไร สิ่งที่เป็นรูปธรรมที่สุด คือ กฎหมาย
แต่คดี ฮั้ว สว. ต้องพิจารณาว่า มติ กกต.ถือเป็นที่สุดแล้วหรือยัง สถานะของคดี ณ เวลานี้ ในชั้น กกต. เสียงข้างมากสรุปแบบนี้ ก็ต้องถือว่าพรรคภูมิใจไทยไม่มีความผิด แต่คดียังไปต่อที่ชั้นศาลฎีกา ก็ต้องรอฟังการพิจารณาในชั้นศาลฎีกาว่าบทสรุปสุดท้ายจะเป็นอย่างไร เพราะในระบอบประชาธิปไตยมีระบบ Check and Balance ทุกขั้นตอน
ฉะนั้น หากให้ตอบตามหลักการ โดยไม่อิงกระแส ก็ต้องตอบว่า “เสียงข้างมาก ไม่ได้ถูกและชนะเสมอไป แต่อาจจะถูกกฎหมาย ณ เวลาหนึ่ง” แต่ฝ่ายที่ถือเสียงข้างมากก็ต้องระมัดระวังสิ่งที่เรียกว่า “พวกมากลากไป” การลงมติต่างๆ ไม่ว่าจะในสภา หรือในองค์กรอิสระ จึงต้องพิจารณาให้ดี นอกจากตัวบทกฎหมายแล้ว ยังต้องยึดหลักนิติรัฐ และนิติธรรมด้วย