วิเคราะห์เจาะลึก BRN ยกระดับความรุนแรงป่วนใต้ ทำไปทำไม?
28 พ.ค. 2569 | titayu_pur

นักวิชาการด้านความมั่นคง วิเคราะเหตุผล BRN ปรับยุทธวิธีลอบสังหารเจ้าหน้าที่ ยกระดับอาวุธและอำพรางกาย หวังกระตุ้นรัฐใช้ความรุนแรงตอบโต้ เพื่อดึงแนวร่วมขบวนการสุดโต่ง
ข่าว
28 พ.ค. 2569 | titayu_pur

นักวิชาการด้านความมั่นคง วิเคราะเหตุผล BRN ปรับยุทธวิธีลอบสังหารเจ้าหน้าที่ ยกระดับอาวุธและอำพรางกาย หวังกระตุ้นรัฐใช้ความรุนแรงตอบโต้ เพื่อดึงแนวร่วมขบวนการสุดโต่ง
28 พฤษภาคม 2569 สถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ ภาคใต้ กลับมาตึงเครียดอีกครั้ง หลังเกิดเหตุลอบสังหารเจ้าหน้าที่รัฐอย่างอุกอาจ ซึ่งนักวิเคราะห์ชี้ชัดว่าเป็นความพยายามของกลุ่ม BRN ในการยกระดับความรุนแรงเพื่อส่งสัญญาณท้าทายฝ่าย ความมั่นคง จับตาการปรับเปลี่ยนยุทธวิธีครั้งใหม่ที่มุ่งเป้าโจมตีเจ้าหน้าที่นอกเวลาราชการและการใช้จิตวิทยาการเมืองเข้าแทรกแซง ไฟใต้ อย่างน่ากังวล
ศ.กิตติคุณ ดร.สุรชาติ บำรุงสุข อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำเสนอบทความในกรณีดังกล่าว ในหัวข้อ “ภาคใต้ที่น่ากังวล!” โดยระบุว่า
ก่อนอื่นต้องขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวของ ดาบตำรวจอดุลย์ และครอบครัว ต่อความสูญเสียที่เกิดจากการลอบสังหารโดยสมาชิกกลุ่ม BRN ในวันที่ 25 พฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งสำหรับคนที่ติดตามสถานการณ์ความรุนแรงในภาคใต้มาอย่างต่อเนื่องแล้ว จะเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงที่น่ากังวลในบางแง่มุม
ดังนั้น บทความนี้จะนำเสนอข้อสังเกตบางประการ โดยจะเน้นในส่วนของฝ่ายก่อความไม่สงบ ดังนี้
6.สำหรับขบวนก่อความไม่สงบอย่าง BRN การก่อเหตุความรุนแรง โดยเฉพาะการมุ่งสังหารเจ้าหน้าที่รัฐ ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการต่อสู้กับรัฐไทย โดยไม่มีความจำเป็นที่ต้องคำนึงถึงผลกระทบด้านอื่น เพราะความรุนแรงได้ถูกสร้างให้เป็นความชอบธรรมในตัวเอง โดยมีแนวร่วมและกลุ่ม NGO ทั้งภายในและภายนอกคอยปกป้องการใช้ความรุนแรงของ BRN มาโดยตลอด
7.การใช้ความรุนแรงยังเป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนถึง กระบวนการบ่มเพาะความรุนแรงในพื้นที่ เพื่อดึงสมาชิกที่เป็นคนรุ่นใหม่เข้าสู่ “ลัทธิสุดโต่ง” (Extremism) กระบวนการนี้เกิดขึ้นเพื่อรองรับต่อการหาสมาชิกใหม่ ดังปรากฏให้เห็นจากการชุมนุมของคนรุ่นใหม่ในบางสถานที่
8.การใช้ความรุนแรงเช่นนี้ เป็น “ปฏิบัติการยั่วรัฐ” ที่ต้องการให้รัฐไทยหันไปสู่ “นโยบายแบบนิยมความรุนแรง” โดยมีการปราบปรามเป็นมาตรการหลัก
9.BRN ยังคงต้องการให้เกิดภาพของการใช้กำลังของฝ่ายรัฐ เพื่อใช้ในการโฆษณาทางการเมือง โดยเฉพาะการอาศัยแนวร่วมและ NGO ที่อยู่ภายในและภายนอกประเทศเป็นแรงขับเคลื่อน ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้ กลายเป็น “ผู้นิยมลัทธิสุดโต่งทางอ้อม” เพราะพวกเขาได้ทำหน้าที่เป็น “แนวหลัง” ให้แก่การใช้ความรุนแรงของฝ่ายต่อต้านรัฐบนหลักการ “รัฐต้องผิด โจรย่อมไม่ผิด”
10.ฝ่ายก่อความไม่สงบ ยังคงดำรงความมุ่งหมายในการ “แบ่งแยกดินแดน” ไม่เปลี่ยนแปลง และแม้จะมีข้อเสนอที่ดูสวยหรูในเวทีสาธารณะเช่นไรก็ตาม ความต้องการสร้าง “รัฐเอกราชใหม่” ต่างหากที่เป็นนโยบายหลักของ BRN ดังนั้น ความคาดหวังที่จะเห็นการต่อสู้อย่างสันติของกลุ่ม BRN จึงเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ อีกทั้ง กลุ่มยังมั่นใจถึงการสนับสนุนของแนวร่วมที่ปรากฏตัวอยู่ในสังคมไทย ทำให้เกิดความมั่นใจในการต่อสู้กับรัฐไทย (เช่นแนวร่วมบางคนมีตำแหน่งทางการเมืองอย่างทรงเกียรติ์ แต่อาศัยตำแหน่งนี้ด่ารัฐไทยทุกวัน และวันสิ้นเดือนก็จะรับเงินเดือนจากรัฐไทย หรือองค์กรการเมืองในระบบที่มีทิศทางสนับสนุนกลุ่ม BRN !)
น่าสนใจว่า ถ้าเราเห็นถึงทิศทางใหม่ของสถานการณ์ในภาคใต้ในลักษณะเช่นนี้ ฝ่ายรัฐจะดำเนินการอย่างไรในการต่อสู้กับปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างไร เนื่องจากที่ผ่านมา เราไม่ค่อยได้เห็นท่าทีที่ชัดเจนของรัฐบาลอนุทินต่อปัญหาภาคใต้เท่าใดนัก
ในที่สุด ก็เห็นถึงความพยายามของฝ่ายรัฐในการจัด “ขบวนใหม่” สำหรับการแก้ปัญหาความรุนแรงในจังหวัดชายแดนใต้ ซึ่งการจัดขบวนของฝ่ายรัฐไทย มักจะตามมาด้วยคำถาม 3 เรื่องหลักที่เป็นปัญหาเสมอในระบบรัฐราชการ คือ ตัวบุคคล งบประมาณ และนโยบาย เพราะทั้ง 3 ส่วนนี้จะเป็นปัจจัยโดยตรงต่อความสำเร็จ/ล้มเหลวของการทำงานในภาคใต้
แต่ประเด็นสำคัญที่ต้องตอบให้ได้ในอีกส่วนคือ บทบาทและความเข้าใจของนายกฯ ที่จะต้องตัดสินใจในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น เพราะงานความมั่นคงไม่ใช่งานที่จะมอบให้หัวหน้าฝ่าย หัวหน้าแผนกไปทำกันเองในแบบของบริษัทเอกชน แต่งานความมั่นคงมีผลต่อสถานะของประเทศ และกระทบต่อตัวนายกโดยตรง นายกฯ จึงควร “สนใจ-ใส่ใจ” ในเรื่องเช่นนี้มากขึ้น !
ข่าวล่าสุด