สำหรับ แผนการดำเนินงานของช่วงหาดใหญ่-สุไหงโก-ลก ถูกวางไว้ค่อนข้างรัดกุม โดยมีกรอบเวลา ในปี 2569 เริ่มศึกษาความเหมาะสม (FS) และรับฟังความคิดเห็นภาคประชาชน ปี 2570 ออกแบบรายละเอียดและทำรายงาน EIA (ซึ่งถือเป็นด่านหินสำคัญ) ปี 2571 ขออนุมัติโครงการ และ ปี 2572 - 2576 เริ่มประกวดราคาและดำเนินการก่อสร้าง โดยตั้งเป้าเปิดให้บริการในปี 2577
ในแง่ของผลกระทบสิ่งแวดล้อม รฟท. เตรียมจัดทำรายงาน IEE (Initial Environmental Examination) โดยกำหนดขอบเขตการศึกษาข้างละ 500 เมตรจากกึ่งกลางราง พร้อมแผนลงพื้นที่ปฐมนิเทศโครงการครั้งแรกในช่วงวันที่ 12-15 มกราคม 2569 เพื่อรับฟังเสียงสะท้อนจากคนในพื้นที่ 13 อำเภอ ตั้งแต่หาดใหญ่ไปจนถึงชายแดนโก-ลก
"เป้าหมายหลักไม่ใช่แค่การเดินรถ แต่คือการยกระดับคุณภาพชีวิตและเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันเศรษฐกิจชายแดน" เอกสารระบุไว้เช่นนั้น
แม้ตัวเลข EIRR (ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ) ของเส้นทางอื่นจะอยู่ที่ 14-16% แต่ในส่วนของช่วง "หาดใหญ่-สุไหงโก-ลก" เอกสารระบุว่าอยู่ระหว่างการคำนวณอย่างละเอียด เนื่องจากต้องพิจารณาปัจจัยด้านความมั่นคงและต้นทุนการก่อสร้างที่สูงกว่าปกติจากการปรับรูปแบบโครงสร้างเป็นสะพานช่วงสั้น
ในเอกสารเห็นชัดว่า รฟท. พยายามชูเรื่อง "การเชื่อมโยงระหว่างประเทศ(มาเลเซีย)" และ "พื้นที่เศรษฐกิจชุมชน" เข้ามา เพื่อให้โครงการนี้ "สอบผ่าน" ในสายตาสำนักงบประมาณและสภาพัฒน์ฯ
โครงการนี้จึงไม่ใช่แค่การวางรางเหล็กเพิ่มอีกหนึ่งเส้น แต่คือการ "รีเซ็ต" โครงสร้างพื้นฐานชายแดนใต้ภายใต้งบประมาณมหาศาล ซึ่งมีทั้งมิติของการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม (น้ำท่วม), การยกระดับความมั่นคง (ระบบควบคุม) และการเดิมพันทางเศรษฐกิจ กับมาเลเซีย
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องติดตามต่อไปคือ "ความคุ้มค่าทางการเงิน" และ "มาตรการความปลอดภัย" ในการก่อสร้างพื้นที่อ่อนไหว คงต้องติดตามความคืบหน้ากันอีกต่อไป