svasdssvasds
เนชั่นทีวี

ข่าว

ตอร์ปิโดสหรัฐฯ จมเรือรบ “อิหร่าน” ในมหาสมุทรอินเดียสะเทือนถึงมะละกา

05 มี.ค. 2569

สหรัฐฯ ส่งตอร์ปิโดจมเรือรบ “อิหร่าน” ในมหาสมุทรอินเดียห่างชายฝั่งศรีลังกาเพียง 40 ไมล์ทะเล ‘อ.กฤษฎา’ วิเคราะห์ลึก.. นี่คือจุดจบความมั่นคงทางทะเลในยุคระเบียบโลกใหม่ ชี้ผลกระทบน้ำมัน-เงินเฟ้อจ่อซ้ำเติมเศรษฐกิจโลก!

5 มีนาคม 2569 อ.กฤษฎา บุญเรือง นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ วิเคราะห์เหตุการณ์การสู้รบที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลางผ่านมิติความมั่นคงและเศรษฐกิจ โดยมีประเด็นสำคัญที่ประชาคมโลกและไทยต้องจับตาดังนี้

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเขตน่านน้ำสากล ห่างจากชายฝั่งเมืองกอลล์ ประเทศศรีลังกา เพียง 40 ไมล์ทะเล เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2026 ไม่ได้เป็นเพียงแค่การปะทะกันทางเรือธรรมดา แต่มันคือการประกาศศักดาของมหาอำนาจเบอร์หนึ่งของโลกที่กำลังทำให้ระเบียบโลก (Global Order) และกฎหมายระหว่างประเทศเข้าสู่สภาวะ "Wild West at Sea" อย่างเต็มตัว 

การใช้ตอร์ปิโดหนักรุ่น Mark 48 จากเรือดำน้ำโจมตีเร็วของสหรัฐฯ พุ่งเข้าหาเรือฟริเกต IRIS Dena ของอิหร่าน จนกลายเป็น "ความตายที่เงียบเชียบ" (Quiet Death) ตามคำนิยามของนาย Pete Hegseth รมว. กลาโหมสหรัฐฯ นั้น คือจุดเปลี่ยนทางยุทธศาสตร์ที่แฝงไปด้วยความสุ่มเสี่ยงและคำถามเรื่อง "ความชอบธรรม" อย่างรุนแรง

ยุทธการที่ไร้ "กฎการปะทะ": เมื่อความเงียบคืออาวุธ

รายละเอียดของเหตุการณ์บ่งบอกถึงความโหดเหี้ยมทางยุทธวิธี เรือ IRIS Dena ซึ่งเป็นความภาคภูมิใจลำใหม่ของกองทัพเรืออิหร่าน ถูกจมลงสู่ก้นมหาสมุทรอินเดียพร้อมลูกเรือกว่า 140 ชีวิต (เสียชีวิต 87 ราย สูญหาย 60 ราย) สิ่งที่น่าตกใจที่สุดไม่ใช่แสนยานุภาพของตอร์ปิโดสหรัฐฯ แต่เป็น "บริบท" ของการโจมตี เรือลำนี้กำลังเดินทางกลับอิหร่านหลังจากเสร็จสิ้นการฝึกผสมทางเรือ MILAN 2026 ที่อินเดียเป็นเจ้าภาพ ซึ่งสหรัฐฯ เองก็เป็นหนึ่งในประเทศที่ส่งกำลังเข้าร่วมการฝึกครั้งนี้ด้วย

นี่คือการโจมตีเรือที่เพิ่งจะเสร็จสิ้นภารกิจ "ทางการทูตทางเรือ" (Naval Diplomacy) สภาพของเรือ IRIS Dena ในขณะนั้นคือเรือที่กำลังเดินทางกลับฐานทัพ ไม่ใช่เรือที่กำลังเล็งอาวุธเข้าหาใคร การที่สหรัฐฯ ตัดสินใจลงมือในจังหวะนี้จึงนำมาสู่การตั้งคำถามจากผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงทั่วโลก รวมถึงอดีตเจ้าหน้าที่เพนตากอนอย่าง Wes Bryant ว่านี่คือการทำผิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างชัดเจนหรือไม่? เนื่องจาก "ภัยซึ่งหน้าอันเร่งด่วน" (Imminent Threat) ไม่ปรากฏชัดในเชิงประจักษ์

ความโอหังทางยุทธศาสตร์และคำตอบโต้จากนานาชาติ

คำแถลงของ Pete Hegseth ที่ระบุว่าปฏิบัติการนี้ "ไม่ได้ทำตามกฎการปะทะแบบเดิมๆ ที่งี่เง่า" (Not following stupid rules of engagement) คือการตบหน้าประชาคมโลกอย่างรุนแรง มันคือการส่งสัญญาณว่าสหรัฐฯ พร้อมที่จะทำลายบรรทัดฐานที่เคยยึดถือมานับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อบรรลุเป้าหมายในการทำลายล้างกองทัพอิหร่านให้สิ้นซาก ไม่ว่านั่นจะเป็นการโจมตีในน่านน้ำสากลหรือในสถานการณ์ที่คู่กรณีไม่ได้อยู่ในสภาวะสงครามเต็มรูปแบบก็ตาม

ในขณะที่สหรัฐฯฉลอง "ชัยชนะใต้น้ำ" ครั้งแรกในรอบหลายทศวรรษ พันธมิตรและคู่ขัดแย้งรายอื่นกลับเต็มไปด้วยความหวาดวิตก:

 • อินเดีย: รัฐบาลอินเดียตกเป็นเป้าวิจารณ์อย่างดุเดือดจากทั้งภายในและภายนอก โดยเฉพาะจากพรรคฝ่ายค้านและนักวิชาการความมั่นคงที่มองว่าการปล่อยให้สหรัฐฯ "ปฏิบัติการสังหาร" แขกผู้มาเยือนอย่างอุกอาจห่างจากชายฝั่งเพียงไม่กี่ไมล์ทะเล คือความล้มเหลวทางยุทธศาสตร์ของนิวเดลีในการรักษาอธิปไตยเหนือเขตอิทธิพลเดิมของตน สิ่งนี้ไม่เพียงแต่สั่นคลอนภาพลักษณ์ความเชื่อมั่นต่อเพื่อนบ้าน แต่ยังทำให้อินเดียต้องตกอยู่ในสถานะ "ผู้สมรู้ร่วมคิดโดยปริยาย" ในสายตาอิหร่าน ส่งผลให้ความพยายามสร้างดุลอำนาจผ่านกลุ่ม Quad และความร่วมมือด้านพลังงานกับตะวันออกกลางต้องเผชิญกับอุปสรรคครั้งใหญ่ที่สุดในรอบทศวรรษ

 • จีน และ รัสเซีย: ได้ใช้โอกาสนี้ยกระดับการโฆษณาชวนเชื่อเพื่อสร้างพันธมิตรต่อต้านสหรัฐฯ (Anti-Hegemony) โดยมอสโกประณามว่านี่คือ "การก่อการร้ายโดยรัฐ" ที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ผิวน้ำ ขณะที่ปักกิ่งมองว่าปฏิบัติการนี้ตั้งใจทำลายโครงสร้างพื้นฐานของเส้นทางสายไหมทางทะเลเพื่อสกัดกั้นอิทธิพลของจีน การที่สหรัฐฯ สามารถจมเรือรบได้ทุกที่โดยไม่สนใจกฎการปะทะ (ROE) ทำให้จีนเร่งยกระดับการเฝ้าตรวจใต้ทะเลในมหาสมุทรอินเดียและเพิ่มกำลังคุ้มกันกองเรือขนส่งพลังงานของตนอย่างเต็มพิกัด เพื่อป้องกันไม่ให้สหรัฐฯ ใช้วิธีการเดียวกันนี้ตัดเส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจของจีนในอนาคต

 

ผลกระทบลูกโซ่: จากน่านน้ำสากลสู่กระเป๋าสตางค์ผู้บริโภค

วิกฤตครั้งนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ที่ปากกระบอกตอร์ปิโด แต่มันกำลังลุกลามไปสู่เศรษฐกิจโลกอย่างรวดเร็ว ค่าประกันภัยเรือ (Insurance Premium) พุ่งสูงขึ้นทันทีทั่วทั้งมหาสมุทรอินเดีย การที่สหรัฐฯ ปรับแผนการเดินเรือเข้าสู่ "น้ำลึก" (Deep Water) และขยับกลุ่มเรือบรรทุกเครื่องบินอย่าง USS Abraham Lincoln ลงมาทางใต้ แสดงให้เห็นว่าแม้แต่สหรัฐฯ เองก็หวาดเกรงการตอบโต้แบบอสมมาตร (Asymmetric Warfare) จากอิหร่าน

ความเสี่ยงที่อิหร่านจะตอบโต้ในจุดยุทธศาสตร์อื่นๆ อย่าง ช่องแคบมะละกา หรือ ทะเลแดง คือฝันร้ายของห่วงโซ่อุปทานโลก หากอิหร่านเลือกใช้โดรนพลีชีพหรือเรือพาณิชย์ติดอาวุธโจมตีเรือน้ำมันในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผลกระทบจะตกอยู่กับไทยและเพื่อนบ้านโดยตรง ทั้งในรูปของราคาน้ำมันดิบที่จะพุ่งสูงขึ้น และค่าขนส่งสินค้าที่จะทำให้เงินเฟ้อทะยานสูงจนยากจะควบคุม

 

ไทยในสมรภูมิใหม่

สำหรับประเทศไทย เหตุการณ์ "Quiet Death" นี้คือเสียงสัญญาณเตือนภัยที่ดังชัดเจนในฝั่งอันดามัน การขยับของกองเรือสหรัฐฯ ไปประชิดปากทางช่องแคบมะละกา และการยกระดับการเฝ้าตรวจใต้น้ำของจีนและอินเดีย ทำให้มหาสมุทรอินเดียกลายเป็น "หม้อต้มที่กำลังเดือด"

เรากำลังเผชิญกับยุคที่กฎหมายสากลถูกแทนที่ด้วย "อำนาจที่มองไม่เห็น" ใต้ผิวน้ำ ไทยจำเป็นต้องเร่งทบทวนแผนความมั่นคงทางทะเล (Andaman Security Plan) ไม่ใช่เพียงเพื่อป้องกันภัยทางทหาร แต่เพื่อคุ้มครอง "เส้นเลือดใหญ่ทางพลังงาน" ที่กำลังเดินทางมาจากแอฟริกาและอเมริกาใต้ เพราะในโลกที่สหรัฐฯ เลิกใช้กฎการปะทะแบบเดิมๆ ไม่มีใครสามารถรับประกันได้ว่าน่านน้ำที่เคยปลอดภัยจะยังคงปลอดภัยอยู่ต่อไป

สรุป: ปฏิบัติการ Operation Epic Fury ของสหรัฐฯ อาจได้ชัยชนะในเชิงยุทธวิธีด้วยการจมเรือ IRIS Dena แต่ในเชิงยุทธศาสตร์และศีลธรรม สหรัฐฯ กำลังเดิมพันด้วยความเชื่อมั่นของพันธมิตรทั่วโลก หากความตายที่เงียบเชียบนี้กลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ โลกใบนี้ก็กำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่อันตรายที่สุดเท่าที่เคยมีมา