• อินเดีย: รัฐบาลอินเดียตกเป็นเป้าวิจารณ์อย่างดุเดือดจากทั้งภายในและภายนอก โดยเฉพาะจากพรรคฝ่ายค้านและนักวิชาการความมั่นคงที่มองว่าการปล่อยให้สหรัฐฯ "ปฏิบัติการสังหาร" แขกผู้มาเยือนอย่างอุกอาจห่างจากชายฝั่งเพียงไม่กี่ไมล์ทะเล คือความล้มเหลวทางยุทธศาสตร์ของนิวเดลีในการรักษาอธิปไตยเหนือเขตอิทธิพลเดิมของตน สิ่งนี้ไม่เพียงแต่สั่นคลอนภาพลักษณ์ความเชื่อมั่นต่อเพื่อนบ้าน แต่ยังทำให้อินเดียต้องตกอยู่ในสถานะ "ผู้สมรู้ร่วมคิดโดยปริยาย" ในสายตาอิหร่าน ส่งผลให้ความพยายามสร้างดุลอำนาจผ่านกลุ่ม Quad และความร่วมมือด้านพลังงานกับตะวันออกกลางต้องเผชิญกับอุปสรรคครั้งใหญ่ที่สุดในรอบทศวรรษ
• จีน และ รัสเซีย: ได้ใช้โอกาสนี้ยกระดับการโฆษณาชวนเชื่อเพื่อสร้างพันธมิตรต่อต้านสหรัฐฯ (Anti-Hegemony) โดยมอสโกประณามว่านี่คือ "การก่อการร้ายโดยรัฐ" ที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ผิวน้ำ ขณะที่ปักกิ่งมองว่าปฏิบัติการนี้ตั้งใจทำลายโครงสร้างพื้นฐานของเส้นทางสายไหมทางทะเลเพื่อสกัดกั้นอิทธิพลของจีน การที่สหรัฐฯ สามารถจมเรือรบได้ทุกที่โดยไม่สนใจกฎการปะทะ (ROE) ทำให้จีนเร่งยกระดับการเฝ้าตรวจใต้ทะเลในมหาสมุทรอินเดียและเพิ่มกำลังคุ้มกันกองเรือขนส่งพลังงานของตนอย่างเต็มพิกัด เพื่อป้องกันไม่ให้สหรัฐฯ ใช้วิธีการเดียวกันนี้ตัดเส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจของจีนในอนาคต
ผลกระทบลูกโซ่: จากน่านน้ำสากลสู่กระเป๋าสตางค์ผู้บริโภค
วิกฤตครั้งนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ที่ปากกระบอกตอร์ปิโด แต่มันกำลังลุกลามไปสู่เศรษฐกิจโลกอย่างรวดเร็ว ค่าประกันภัยเรือ (Insurance Premium) พุ่งสูงขึ้นทันทีทั่วทั้งมหาสมุทรอินเดีย การที่สหรัฐฯ ปรับแผนการเดินเรือเข้าสู่ "น้ำลึก" (Deep Water) และขยับกลุ่มเรือบรรทุกเครื่องบินอย่าง USS Abraham Lincoln ลงมาทางใต้ แสดงให้เห็นว่าแม้แต่สหรัฐฯ เองก็หวาดเกรงการตอบโต้แบบอสมมาตร (Asymmetric Warfare) จากอิหร่าน
ความเสี่ยงที่อิหร่านจะตอบโต้ในจุดยุทธศาสตร์อื่นๆ อย่าง ช่องแคบมะละกา หรือ ทะเลแดง คือฝันร้ายของห่วงโซ่อุปทานโลก หากอิหร่านเลือกใช้โดรนพลีชีพหรือเรือพาณิชย์ติดอาวุธโจมตีเรือน้ำมันในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผลกระทบจะตกอยู่กับไทยและเพื่อนบ้านโดยตรง ทั้งในรูปของราคาน้ำมันดิบที่จะพุ่งสูงขึ้น และค่าขนส่งสินค้าที่จะทำให้เงินเฟ้อทะยานสูงจนยากจะควบคุม
ไทยในสมรภูมิใหม่
สำหรับประเทศไทย เหตุการณ์ "Quiet Death" นี้คือเสียงสัญญาณเตือนภัยที่ดังชัดเจนในฝั่งอันดามัน การขยับของกองเรือสหรัฐฯ ไปประชิดปากทางช่องแคบมะละกา และการยกระดับการเฝ้าตรวจใต้น้ำของจีนและอินเดีย ทำให้มหาสมุทรอินเดียกลายเป็น "หม้อต้มที่กำลังเดือด"
เรากำลังเผชิญกับยุคที่กฎหมายสากลถูกแทนที่ด้วย "อำนาจที่มองไม่เห็น" ใต้ผิวน้ำ ไทยจำเป็นต้องเร่งทบทวนแผนความมั่นคงทางทะเล (Andaman Security Plan) ไม่ใช่เพียงเพื่อป้องกันภัยทางทหาร แต่เพื่อคุ้มครอง "เส้นเลือดใหญ่ทางพลังงาน" ที่กำลังเดินทางมาจากแอฟริกาและอเมริกาใต้ เพราะในโลกที่สหรัฐฯ เลิกใช้กฎการปะทะแบบเดิมๆ ไม่มีใครสามารถรับประกันได้ว่าน่านน้ำที่เคยปลอดภัยจะยังคงปลอดภัยอยู่ต่อไป
สรุป: ปฏิบัติการ Operation Epic Fury ของสหรัฐฯ อาจได้ชัยชนะในเชิงยุทธวิธีด้วยการจมเรือ IRIS Dena แต่ในเชิงยุทธศาสตร์และศีลธรรม สหรัฐฯ กำลังเดิมพันด้วยความเชื่อมั่นของพันธมิตรทั่วโลก หากความตายที่เงียบเชียบนี้กลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ โลกใบนี้ก็กำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่อันตรายที่สุดเท่าที่เคยมีมา