svasdssvasds
เนชั่นทีวี

ข่าว

อัยการยื่นมือช่วย "น้องกร" ปมเงินเยียวยา 1.7 ล้าน ชี้ตามกฎหมายต้องแบ่งคนละครึ่ง

05 ก.พ. 2569

อธิบดีอัยการคุ้มครองสิทธิฯ สั่งช่วยเหลือ "น้องกร" วัย 12 ปีด่วน! หลังเงินเยียวยาแม่เสียชีวิต 1.7 ล้านบาทถูกตาเอาไปเกือบหมด ชี้ตามกฎหมายต้องแบ่งคนละครึ่ง เตรียมตั้งผู้ปกครองดูแลสิทธิ และนัดไกล่เกลี่ยตา

5 กุมภาพันธ์ 2569 ดราม่าเงินเยียวยาเหตุเครนก่อสร้างรถไฟรางคู่ล้มทับที่สีคิ้ว "น้องกร" เด็กชายวัย 12 ปีที่ต้องสูญเสียแม่แท้ๆ กลับไม่ได้ใช้เงินเยียวยา 1.7 ล้านบาท เหตุเงินทั้งหมดโอนเข้าบัญชีคุณตาที่ไปทำงานกรุงเทพฯ ทั้งที่ครอบครัวฝั่งปู่เป็นคนเลี้ยงมาตั้งแต่เล็ก ต่อมามีการโอนคืนมาให้หลานแค่ 2 แสนบาท

จากอุบัติเหตุสลดเมื่อวันที่ 4 ก.พ. 2569 กรณีเครนก่อสร้างรถไฟรางคู่ล้มทับขบวนรถด่วนพิเศษที่ 21 บริเวณช่วงสถานีหนองน้ำขุ่น–สถานีสีคิ้ว จ.นครราชสีมา เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตถึง 30 ราย หนึ่งในนั้นคือ นางสาวสุพิณนา สัตบุตร อายุ 28 ปี ชาว จ.บุรีรัมย์ ซึ่งทิ้งลูกชายคือ "น้องกร" วัย 12 ปี ไว้กับปู่ เนื่องจากผู้เป็นพ่อเสียชีวิตไปตั้งแต่น้องกรอายุเพียง 1 ขวบ

แม้การรถไฟฯ และบริษัทก่อสร้างจะมอบเงินเยียวยาให้ผู้เสียชีวิตรายละ 1,700,000 บาท เพื่อดูแลทายาท แต่ล่าสุดครอบครัวฝั่งปู่ที่ อ.กระสัง จ.บุรีรัมย์ ซึ่งเป็นผู้เลี้ยงดูน้องกรมาตั้งแต่แบเบาะต้องตกอยู่ในอาการ "อ้าปากค้าง" เมื่อทราบว่าเงินทั้งหมดถูกโอนเข้าบัญชีของพ่อผู้เสียชีวิต (คุณตาของน้องกร) ซึ่งทำงานรับจ้างอยู่ที่กรุงเทพฯ และไม่ได้เป็นผู้เลี้ยงดูเด็ก

อัยการยื่นมือช่วย "น้องกร" ปมเงินเยียวยา 1.7 ล้าน ชี้ตามกฎหมายต้องแบ่งคนละครึ่ง

นายบุญเรือง ขิงประโคน ลุงของน้องกร เปิดเผยว่า ตนและปู่ของน้องกรเลี้ยงหลานมาตลอด แม่ของน้องกรจะโอนเงินมาให้เป็นค่าเลี้ยงดูสม่ำเสมอ แต่พอเกิดเหตุเงินเยียวยาที่ควรจะเป็นทุนการศึกษาให้น้องกรกลับไปอยู่ที่อื่น

"ทางการควรดูว่าภาระของผู้เสียชีวิตคือใคร น้องกรยังมีชีวิตอยู่และต้องเรียนต่อ แต่เงินกลับเข้าบัญชีตาหมด ล่าสุดมีการประสานไป ตาจึงโอนกลับมาให้เพียง 200,000 บาทเท่านั้น"

อัยการยื่นมือช่วย "น้องกร" ปมเงินเยียวยา 1.7 ล้าน ชี้ตามกฎหมายต้องแบ่งคนละครึ่ง

ด้าน นางรังสิมา ร่าเริงยิ่ง ป้าของน้องกร เล่าด้วยน้ำตานองหน้าว่า น้องกรผูกพันกับที่นี่มาก เมื่อถามว่าอยากไปอยู่กับตาไหม น้องกรยืนยันว่าไม่ไป "เราเลี้ยงเขามาตั้งแต่เด็ก วันแม่ วันเด็ก เราไปเป็นตัวแทนให้ตลอด น้องกรเรียกป้าว่าแม่มาเสมอ ส่วนเรื่องเงินเขาจะให้แค่นั้นเราก็ไม่รู้จะทำอย่างไร แต่เราทิ้งหลานไม่ได้ ต้องเลี้ยงเขาต่อไปจนโต"

กรณีนี้กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ถึงหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเยียวยาของหน่วยงานรัฐ ว่าควรมีการตรวจสอบสิทธิของผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง โดยเฉพาะในกรณีที่มีผู้เยาว์ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมลำดับแรกต้องได้รับการดูแล เพื่อป้องกันปัญหาเงินเยียวยาไม่ถึงมือผู้ที่เดือดร้อนที่สุด

อัยการยื่นมือช่วย "น้องกร" ปมเงินเยียวยา 1.7 ล้าน ชี้ตามกฎหมายต้องแบ่งคนละครึ่ง

 

ล่าสุด นายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง อธิบดีอัยการคุ้มครองสิทธิ เปิดเผยว่า กรณีดังกล่าวต้องให้ความเป็นธรรมตามกฎหมาย กรณีนี้คุณตาอาจจะไม่เข้าใจกฎหมาย  ตาคิดว่าตาเสียลูกสาวก็ควรต้องได้ แต่อีกมุมหนึ่งเด็ก 10 ขวบเขาเสียแม่ ซึ่งทายาทตามกฎหมายก็ถือว่าเด็กคือทายาทของแม่ที่จากไปเช่นกัน

เรื่องนี้อัยการคุ้มครองสิทธิได้รับทราบเรื่องจากสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งพาเด็กมาพบตั้งแต่วันที่ 29 ม.ค.ที่ผ่านมา หลังจากนี้จะต้องมีการตั้งผู้ปกครองดูแลน้องตามกฎหมาย ส่วนเงินเยียวยาจะต้องแบ่งคนละครึ่งระหว่างคุณตาซึ่งเป็นพ่อของผู้เสียชีวิต และน้องกรลูกชายที่เป็นทายาทตามกฎหมาย ในส่วนนี้ อัยการคุ้มครองสิทธิฯ จ.บุรีรัมย์ จะลงไปไกล่เกลี่ยเพื่อความเป็นธรรมของทั้งสองฝ่าย

นายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง อธิบดีอัยการคุ้มครองสิทธิ