แค่พนักงานระดับล่าง ตร.เร่งสอบ 93 แก๊งคอลจากปอยเปต ก่อนฝากขัง
04 มี.ค. 2568 | titayu_pur

“ตำรวจไซเบอร์” เร่งสอบ 93 ผู้ต้องหาแก๊งคอลจากปอยเปต พบทำงานแค่ระดับล่าง ตึกเดียวแบ่งหลอกหลายแบบ มีบอสจีนคุมงานกว่า 20 คน สั่งเช็กเชื่อมโยงจีนเทาในไทยหรือไม่
ข่าว
04 มี.ค. 2568 | titayu_pur

“ตำรวจไซเบอร์” เร่งสอบ 93 ผู้ต้องหาแก๊งคอลจากปอยเปต พบทำงานแค่ระดับล่าง ตึกเดียวแบ่งหลอกหลายแบบ มีบอสจีนคุมงานกว่า 20 คน สั่งเช็กเชื่อมโยงจีนเทาในไทยหรือไม่
4 มีนาคม 2568 ความคืบหน้ากรณีคนไทย ที่ถูกส่งกลับมาจากปอยเปต ซึ่งเมื่อวานนี้ (3 มี.ค.) มีผลการคัดกรอลตามกลไก NRM ออกมาแล้วพบ 100 คน เป็นขบวนการคอลเซ็นเตอร์ ตำรวจไซเบอร์ จึงได้ขอหมายจับ และไปคุมตัวที่อรัญประเทศมาดำเนินคดีที่ กองบัญชาการตำรวจไซเบอร์
โดยหลังจากที่ ตำรวจไซเบอร์คุมตัว 93 คนไทยผู้ต้องหาขบวนการคอลเซ็นเตอร์ปอยเปต จากอรัญประเทศ มาดำเนินคดี ที่กองบัญชาการตำรวจไซเบอร์ เมื่อคืนนี้ที่ผ่านมา และช่วงเช้าวันนี้ พนักงานสอบสวนกองบัญชาการตำรวจไซเบอร์ ได้ทำการสอบปากคำผู้ต้องหาแต่ละคนเพิ่มเติม
พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผู้บัญชาการตำรวจตำรวจไซเบอร์ เปิดเผยว่า หลังจากคุมตัวมาถึงตอนตี 3 ได้แยกการคุมขัง ผู้หญิง 48 คน อยู่ที่กองบัญชาการตำรวจไซเบอร์ ส่วนผู้ชาย 45 คน แยกไปขังไว้ตามโรงพัก 3 แห่งคือ สภ.ปากเกร็ด สภ.เมืองนนทบุรี สน.ทุ่งสองห้อง
ทั้งนี้ จากพยานหลักฐานที่ทำให้ศาลออกหมายจับ 100 คนไทย และ 2 บอสชาวจีน มีพยานหลักฐานหลายส่วน ทั้งจากข้อมูลการสืบสวนไทยในระบบโพลิสออนไลน์ ที่มีผู้เสียหายมาแจ้งความไว้หลายคน โดยเฉพาะ 46 เคสไอดีที่มีผู้เสียหายเป็นคนไทย มูลค่าความเสียหายหลายสิบล้านบาท และข้อมูลการสืบสวนของตำรวจภูธรภาค2 ข้อมูลของทางการกัมพูชา รวมถึงข้อมูลจากการซักถามสอบสวนผู้ต้องหาเบื้องต้น เพราะบางรายให้ความร่วมมือสมัครใจให้การเป็นประโยชน์
และจากการซักถามผู้ต้องหาในเบื้องต้น ตั้งแต่ครั้งแรก ถึงพฤติการณ์ขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ของขบวนการคอลเซ็นเตอร์นี้ พบว่า ส่วนใหญ่ ต้องการไปหางานทำที่ประเทศกัมพูชา และบางคนมีการโพสต์ทางโซเชียลว่า อยากหางานสายเทาเท่านั้น และข้ามแดนไปทำงานที่มีทั้งทางช่องทางธรรมชาติ และหลายคนก็พบการเข้าออกประเทศมากกว่าสิบครั้ง
ซึ่งขบวนการกลุ่มนี้ จะทำงานอยู่ในอาคารเดียวกัน ในย่านพลูตาสวน ปอยเปต โดยภายในอาคารจะมีการแบ่งห้อง เพื่อทำเป็นออฟฟิต และมีมากกว่า 20 ห้อง โดยแต่ละออฟฟิต แต่ละห้องจะแบ่งกันหลอกลวงในรูปแบบต่างๆ ทั้งทำงานหลอกเป็นเจ้าหน้าที่กรมบัญชีกลาง ที่จะไปหลอกเงินบำนาญจากคนที่เกษียณอายุ และหลอกเป็นเจ้าหน้าที่การไฟฟ้า ว่าจะได้เงินคืนหรือส่วนลด โดยจะส่งลิงค์ให้เหยื่อเพื่อติดตั้งแอป และเป็นแอปดูดเงิน
และที่ถูกจับกุม ส่วนใหญ่เป็นพนักงานระดับล่าง จะมีจับกุมล่ามมาด้วย 1 คน แต่พบว่ายังมีการหลบหนีการจับกุมไปอีกจำนวนมาก เป็นหลักพันคน ซึ่งมีทั้งคนไทย คนอินเดีย และคนอินโดนีเซีย เบื้องต้น ตำรวจจะแจ้งข้อหาหลักๆ คือ การมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ร่วมกันเป็นอั้งยี่ ซ่องโจร ร่วมกันนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์
ส่วนอีก 19 คนที่ไม่ถูกออกหมายจับ จะแยกเป็นเยาวชน 4 คน จากการสอบสวน น่าจะมี 2 คน ที่เข้าข่ายความผิด การมีส่วนร่วมในการเป็นองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ โดยอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐาน ส่วนอีก 15 คน ถูกจับกุมจากอีกตึก ซึ่ง จากพยานหลักฐาน เบื้องต้นยังไม่พบว่าไปเกี่ยวข้องกับการหลอกลวงในขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ แต่เกี่ยวข้องกับเว็บพนันประเทศกัมพูชา
ส่วนกรณีหมายจับบอสชาวจีน 2 คน พบว่าหลบหนีไปจากกัมพูชาแล้ว และจากการสอบปากคำพบข้อมูลว่า ในตึกของขบวนการคอลเซ็นเตอร์กลุ่มนี้ จะบอสชาวจีนประมาณ 20 คน ซึ่งจะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนมาเข้ามาดูงานตามออฟฟิต และมักจะจับกุมกินข้าว ปรึกษาหารือกัน โดยบอสชาวจีน จะสั่งการต่างๆ ผ่านล่ามมายังคนไทย ทั้งนี้ กลุ่มบอสชาวจีน จะเชื่อมโยงกับกลุ่มทุนจีนสีเทาในประเทศไทยหรือไม่นั้น ต้องรอดูผลการสืบสวนสอบสวนอีกครั้ง โดยภายหลังสอบปากคำเสร็จสิ้น ในช่วงบ่าย วันพรุ่งนี้ (5 มี.ค.) จะคุมตัวไปฝากขังที่ศาลอาญา
รายงานระบุว่า ในช่วงเช้าจะเป็นการสอบปากคำ ผู้ต้องหาผู้หญิงก่อน ขณะที่ช่วงบ่าย ตำรวจ ได้คุมตัว ผู้ต้องหาผู้ชาย จากโรงพักทั้ง 3 แห่ง มาสอบปากคำเพิ่มเติม โดยใช้รถบัสของกองบัญชาการจำรวจตระเวนชายแดน และกำลังตำรวจไซเบอร์ 2 และตำรวจ ตชด. มาคุ้มกันอย่างแน่นหนา ซึ่งทั้งหมดปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์กับสื่อ
พล.ต.ท.ไตรรงค์ เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการสอบสวนผู้ต้องหา เบื้องต้นสอบไปได้ 20 กว่าปาก หลายรายสารภาพเรื่องที่เป็นประโยชน์ โดยรับว่า ที่ทำการในพลูตาสวน ปอยเปต เป็นที่ทำการแก๊งคอลเซ็นเตอร์จริง มีการหลอกลวงหลายรูปแบบ และมีการหลอกลวงลักษณะข่มขู่ รวมถึงมีการหลอกให้รักและลงทุนด้วย
และจากคำรับสารภาพของผู้ต้องหา เบื้องต้นสอดคล้องกับกล่าวหา ของผู้เสียหายในคดีที่อยู่ในระบบไทยโพลิสออนไลน์ และมีความสอดคล้องกับผลการสอบสวน ของทางการกัมพูชาที่ส่งผลการสอบมาให้ทางการไทย รวมถึงจะทำการตรวจพิสูจน์โทรศัพท์ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เพิ่มเติม ของผู้ต้องหาที่ติดตัวมา ทั้งนี้ยังไม่แน่ใจว่าจะลบข้อมูลไปก่อนหรือไม่
ส่วนที่ระบุว่า พฤติการณ์เข้าข่ายการเป็นองค์กร อาชญากรรมข้ามชาติ นั้น เพราะ “คำนิยามของการเป็นองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ จะต้องเป็นกลุ่มคน 3 คนขึ้นไป และครั้งนี้เฉพาะคนไทยอย่างเดียวก็เป็นร้อยคน กระทำผิดตั้งแต่ 2 รัฐขึ้นไป กรณีนี้ มีการกระทำความผิด โดยมีที่ตั้งคอลเซ็นเตอร์ อยู่ในปอยเปต ประเทศกัมพูชา และโทรศัพท์ หรือแชทมาหลอกคนไทยในประเทศไทย รวมถึงอัตราโทษในการกระทำความผิดตั้งแต่ 4 ปีขึ้นไป ซึ่งความผิดที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ที่ได้แจ้งข้อกล่าวหา ทั้งร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ร่วมกันเป็นอั้งยี่ ซ่องโจ และร่วมกันนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ทั้งหมด มีอัตราโทษเกิน 4 ปี เหตุผลทั้งหมดจึงเข้าข้อหาตามคำนิยาม ของการเป็นองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ”
ซึ่งรายได้ของพนักงาน จะได้เงิน 20,000 บาท แต่เมื่อข้ามไปมีค่าดำเนินการ ที่ติดหนี้กับทางบริษัท 70,000 บาท ซึ่งถ้าจะไม่ทำงานจะต้องหาเงินมาใช้หนี้ ซึ่งเชื่อกลอุบายนี้ จะต้องให้คนไทยทำงานอย่างน้อย 7 เดือน เพราะจะหักเงินเดือนละ 10,000 บาท และจะได้เปอร์เซ็นต์จากที่หลอกคน 5% บางคนทำรายได้สูงหลักแสนต่อเดือน และเมื่อมีการหลอกลวงเหยื่อได้เงินมาแล้ว ก็จะโอนไปซื้อเงินสกุลดิจิทัลแล้วนำออกนอกประเทศ โดยในวันนี้ ตำรวจไซเบอร์ ได้หารือ ร่วมกับ ก.ล.ต. เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล ในการมาหามาตรการ และแนวทางการสืบสวนถึงเส้นทางการเงินของสกุลดิจิทัลว่า มีปลายทางไปอยู่ที่ใด
สำหรับการสอบปากคำ คาดว่า อย่างช้าสุดจะเสร็จสิ้นในวันพรุ่งนี้เช้า โดยอาจจะมีความชัดเจนทางคดีเพิ่มเติม เกี่ยวกับคนที่ยังไม่ถูกดำเนินคดีด้วย โดยพรุ่งนี้ เวลา 09.30 น. พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ จะมาแถลงข่าวความคืบหน้าด้วยตนเองอีกครั้ง ก่อนที่ช่วงบ่ายจะคุมตัวผู้ต้องหาทั้งหมดไปฝากขังที่ศาลอาญา