ทั้งนี้ การแจ้งข้อกล่าวหา กระทำในช่วงวันที่ศาลเปิดแค่ครึ่งวัน ทำให้การทำงานของตำรวจ คือ แจ้งข้อหา 10.00 น. พยานหลักฐานเชื่อว่ากระทำผิด ประกอบกับลุงเปี๊ยกไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง การตามตัวก็อาจจะยาก จึงต้องเห็นใจตำรวจด้วย เพราะกระบวนการยุติธรรมต้องขอขัง เนื่องจากกรณีนี้ไม่ได้เป็นการจับตัว แต่เป็นการรับมอบตัว และหลังจากส่งฝากขังลุงเปี๊ยกไปแล้ว กระบวนการพิสูจน์คำพูดของลุงเปี๊ยก ตำรวจจึงต้องพิสูจน์ทราบต่อ
สำหรับการไล่กล้องวงจรปิดว่าตรงตามที่ให้การหรือไม่จนไปพบข้อเท็จจริง ซึ่งได้กล้องวงจรปิดมาในเวลา 12.41 น. ของวันที่ 13 ม.ค. ซึ่งในเวลานั้นศาลรับหมายขังไปแล้วตั้งแต่เวลา 12.00 น. ดังนั้น จึงต้องพิสูจน์ทราบว่า ลุงเปี๊ยกมีส่วนร่วมด้วยหรือไม่ หากไม่มีส่วนร่วมก็จะถอนหมายขัง โดยการยื่นหลักฐานเพื่อขออำนาจศาลถอนหมายขังขอปล่อยตัว จากนั้นได้ทำการพิสูจน์ทราบว่า กลุ่มวัยรุ่นได้กระทำผิดอย่างไร จึงได้ตัวกลุ่มวัยรุ่นมาในวันเดียวกัน
"กรณีที่สื่อไปให้ข่าวว่า ตำรวจไปเข้าข้างไปอะไร ผมยืนยันได้ว่า ไม่ใช่ เพราะตำรวจก็พึ่งรู้ ไม่ได้ปกปิด หากไปดูไทม์ไลน์ เราไปดูที่เกิดเหตุช่วงบ่ายแล้ว และกว่าจะเก็บพยานหลักฐานไดัยืนยันว่าไม่ได้ปกปิด และการนำตังลุงเปี๊ยกไปชี้จุดทำแผนนั้น ยืนยันว่าไม่มีการชี้นำ และวันนั้นในการทำแผน ตำรวจได้ปล่อยให้ลุงเปี๊ยกอธิบาย เพียงแค่ถามว่า แล้วยังไงต่อ เปี๊ยกแล้วยังไงต่อ ไม่มีการถามว่าใช่หรือไม่ และลุงเปี๊ยกเขาก็มีการสาธิตด้วย" พ.ต.อ.พิเชษฐ์ กล่าว
สำหรับการไปทำแผนมีทั้งหมด 4 จุด คือ
- จุดแรก มุมข้างโรงพยาบาลตรงเสาไฟ
- จุดที่สอง ที่ลุงเปี๊ยกให้การว่า ลงมือทำร้าย และทุบ
- จุดที่สาม จุดที่แบกศพด้วยตนเองแล้วไปยืนอยู่กลางสนามเพื่อพักโดยไม่ได้วางศพ
- จุดที่สี่ บริเวณสระน้ำข้างโรงเรียน โดยให้การว่าวางพาดร่างป้ากบกับโคนต้นไม้ แล้วไปหยิบไม้บริเวณนั้นมาตี 1 ครั้ง แล้วอุ้มตัวป้ากบ โยนลงไปในน้ำ ไม่ได้มีการลงไปกดน้ำ
อย่างไรก็ตาม เป็นคำให้การของลุงเปี๊ยก แต่ยืนยันย้ำว่า คำให้การของลุงเปี๊ยกไม่ได้ตรงกับคำให้การของกลุ่มวัยรุ่นส่วนเลือดที่เปื้อนเสื้อลุงเปี๊ยกให้การว่าเอาไปทิ้งถังขยะ จึงต้องไปพิสูจน์ทราบจุดที่เทศบาลเก็บขยะไปรวมทิ้งไว้ ครั้งแรกไม่พบ เพราะมีการรวมขยะไว้ วันรุ่งขึ้นจึงไปหาอีกครั้ง
เมื่อถามว่า คำให้การของลุงเปี๊ยกดูมีพิรุธตรงไหนบ้างนั้น ผู้กำกับ สภ.อรัญประเทศ บอกว่า ส่วนหนึ่งลุงพูดจาเหมือนมีกลิ่นเหล้าตลอดเวลา พูดเหมือนไม่อยู่กับร่องกับรอย และพอซักถามไปซักถามมา ลุงก็รับว่าทำเอง พูดโดยไม่มีข้อสงสัย แต่ขณะนั้น ก็ไม่ได่ปักใจเชื่อทีเดียว โดยช่วงแรกตำรวจได้แบ่งหน้าที่กันทำ ส่วนหนึ่งไปไล่กล้อง ส่วนหนึ่งไปซักถามปากคำในที่เกิดเหตุ และจุดที่มีการไล่กล้อง ไล่กล้องช่วงที่แพทย์ ระบุว่าน่าจะเสียชีวิตมา 8-12 ชั่วโมง ซึ่งทำให้พบว่าไม่สอดคล้องกับที่ลุงเปี๊ยกพูด จนตำรวจได่ไล่กล้องย้อนกลับไปอีก 1 วัน ทำให้เจอพยานหลักฐานกลุ่มที่กระทำความผิดจริงๆ
ส่วนประเด็นว่ารองสารวัตรสืบสวน สภ.อรัญประเทศ ที่เป็นพ่อของผู้ก่อเหตุ เป็นเจ้าของคดีนั้น ยืนยันว่าไม่ได้เป็น และไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในคดี รวมถึงวันที่ทำแผน ไม่ได้มาร่วมในการทำแผน เพราะตนเองไปควบคุมการปฏิบัติอยู่ตลอด และประเด็นที่สังคมตั้งข้อสังเกตุว่าจับแพะเพื่อข่วยเหลือลูกตำรวจ "ขอยืนยันด้วยเกียรติว่าตำรวจตั้งใจทำงานจริงๆ และส่วนตัวผม ถ้าดูตามประวัติพึ่งมารับตำแหน่งที่นี่ยังไม่ถึงเดือน ผมไม่รู้ว่าใครนิสัยยังไง จะมาบอกว่าเตรียมการช่วยเหลือเป็นอย่างดี ผมว่ามันไม่ใช่"
ส่วน ณ วันที่ไปจับตัวผู้ก่อเหตุทั้ง 5 คน ทราบหรือไม่ว่า เป็นลูกของตำรวจ พ.ต.อ.พิเชษฐ์ ระบุว่า "ในตอนแรกยังไม่รู้จนกระทั่งไปสืบลึกลงไปว่าเป็นกลุ่มไหน จึงได้รู้ ซึ่งยิ่งเป็นลูกตำรวจ เรายิ่งต้องทำให้ตรงไปตรงมา เพราะกลัวสิ่งที่เป็นคำครหา ว่าเป็นลูกตำรวจนี่แหละ ผมกล้ายืนยันว่า สิ่งที่เราตั้งใจทำ ทำแล้วถูกสังคมตีตราว่าเป็นลูกตำรวจผมยิ่งไม่ยอมใหญ่ จึงขอให้เข้าใจ"
กรณีที่หลังปล่อยตัวลุงเปี๊ยก ทำไมตำรวจจึงต้องคุมตัวไว้ พ.ต.อ.พิเชษฐ์ ระบุว่า เมื่อรู้ว่ากระแสสังคมจับจ้อง ต้องทำให้บริสุทธิ์ เพราะจะต้องมีคณะกรรมการมาตรวจสอบอีก หากถึงเวลาเดี๋ยวจะตามลุงไม่ได้ เพราะลุงไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ไม่มีโทรศัพท์ ไม่มีญาติที่อยู่กับลุงตลอดเวลา และผู้ว่าฯ ก็เป็นห่วง สั่งให้นายอำเภอไปดูและอำนวยความสะดวกให้ และตนเองก็รายงานนายอำเภอตลอด และหลังจากประสานงาน จะนำตัวไปสอบสุขภาพจิต แต่ก่อนจะไปตรวจสุขภาพจิตต้องผ่านการตรวจร่างกายก่อน แต่ไม่มีแพทย์จิตเวชนอกเวลา จึงต้องส่งกลับบ้านก่อน
ซึ่งสุดท้ายพอติดต่อไปหาญาติที่ จ.สุรินทร์ ญาติบอกไม่ต้องพากลับไป ให้กลับไปอยู่บ้านญาติที่คลองน้ำใส แต่ลุงบอกไม่อยากไปหาญาติที่คลองน้ำใส และไม่อยากเจอนักข่าวแล้ว แล้วลุงเปี๊ยกให้ติดต่อนายจ้างเก่าที่เลี้ยงเป็ดไล่ทุ่งตอนแรกติดต่อได้ แต่ภายหลังติดต่อไม่ได้ จึงพาไปอยู่บ้านญาติที่คลองน้ำใส
พ.ต.อ.พิเชษฐ์ ยังกล่าวอีกว่า ส่วนตัวยังไม่ได้พูดคุยกับรองสารวัตรสืบสวนที่เป็นพ่อของผู้ก่อเหตุ ส่วนประวัติของเยาวชนทั้ง 5 คน ยังไม่ได้รับรายงาน แต่หากผู้เสียหายที่โดนเด็กกลุ่มนี้ละเมิดทางอาญา ก็สามารถมาแจ้งควาใเพื่อให้ดำเนินคดีได้