"บิ๊กโจ๊ก" เตรียมดำเนินคดีตำรวจเพิ่ม
พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า ส่วนผลการสอบสวน พยานคดียิง สารวัตรแบงค์ วันนี้ชุดสอบสวนสอบสวน พยานที่เกี่ยวข้อง ทำให้พบว่า มีบุคคลในงานเพิ่มเติมอีก เป็นบุคคลภายนอก ที่เป็นพลเรือนจากเดิม 10 คน วันนี้เพิ่มมาอีก 17 คนเป็น 27 คน ส่วนตำรวจเพิ่มมาอีก 2 คน จาก 26 คน ทำให้รวมตำรวจในที่เกิดเหตุเป็น 28 คน โดยในวันพรุ่งนี้ (12 ก.ย.) จะต้องการสอบปากคำก็ต้องสอบปากคำต่อ
ส่วนเรื่องเซิร์ฟเวอร์กล้องวงจรปิด อยู่ระหว่างการถอด จะต้องใช้เวลาดำเนินการ คาดว่าไม่เกินวันที่ 14 ก.ย. จึงจะดูเซิร์ฟเวอร์ได้ และเซิร์ฟเวอร์ไม่ได้รับความเสียหายอะไร หลังจากพิสูจน์หลักฐาน เก็บมาจากจุดที่เอาไปทิ้ง
ทั้งนี้ สำนวนคดี การจะมัดตัวกำนันนก ก็ไม่มีอะไรน่าหนักใจ แต่หลังจากนี้ย้ำว่า จะต้องไล่ธุรกิจกำนันทั้งหมด ทั้งรับเหมาก่อสร้าง และการทำออนไลน์ เพื่อหาความจริง ถ้าเข้าความผิดมูลฐาน จะใช้มาตรการยึดทรัพย์ และตรวจสอบภาษี
ส่วนจะแจ้งข้อหาใครบ้างหลังจากนี้นั้น จะต้องสอบปากคำพยานให้เสร็จก่อน และจัดกลุ่มแต่ละบุคคล และรอการเปิดเซิร์ฟเวอร์วงจรปิดก่อน ก็จะทำให้ความจริงกระจ่างว่า ใครทำอะไรบ้าง วันนี้ตำรวจที่อยู่ในที่เกิดเหตุทั้งหมด ยังให้การไม่ตรงกับความจริง แต่จะหาความจริงจากการสอบปากคำได้อย่างแน่นอน แต่ยืนยันว่า จะมีตำรวจถูกดำเนินคดีอีกแน่นอน รวมถึงวันนี้ยังมีการสอบปากคำเลขานายก อบจ. นครปฐมด้วย โดยเขายอมรับในข้อเท็จจริงว่า มาร่วมงานวันเกิดเหตุ แต่กลับก่อนเกิดเหตุ
รอนิติวิทยาศาสตร์ตอบข้อสงสัย ผกก.เบิ้ม ปลิดชีพตัวเอง
พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า ในส่วนคดีของ ผู้กำกับเบิ้ม ที่ยิงตัวเองเสียชีวิต วันนี้ พฐ. และนิติเวช ได้ตรวจหลักฐาน เขม่าดินปืน และหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์แล้ว พรุ่งนี้ (12 ก.ย.) จะสรุปว่า การตายเกิดจากอะไร แต่วันนี้เห็นที่เกิดเหตุระบุได้ว่า เป็นการยิงตัวตาย โดยหลังจากนี้ จะตรวจสอบรายละเอียดที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ให้สิ้นประเด็นที่สงสัย
ส่วนประเด็น พบสัญญานโทรศัพท์มือถือ ของผู้กำกับเบิ้ม อยู่พื้นที่อื่น กำลังตรวจสอบข้อเท็จจริงให้ได้ และจะต้องไล่กล้อง และหลักฐานต่าง ๆ เพื่อให้สิ้นสงสัยทั้งหมด
พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ยืนยันว่า เท่าที่เห็น ผู้กำกับเบิ้ม มีความเครียด แต่ไม่ทราบว่า เครียดขนาดไหน และตำรวจก็ที่ไปร่วมงาน ก็เครียดทุกคน วันนี้ได้กำชับผู้บังคับบัญชาแล้วว่า จะต้องไปดูลูกน้องตัวเอง หากพบมีความเครียด ให้เอาเข้าบำบัดด้วย