svasdssvasds
เนชั่นทีวี

อาชญากรรม

จ่อหมายจับ"แก๊งตำรวจ" อุ้มล่ามสาวจีนรีดทรัพย์ "บิ๊กโจ๊ก"ขยายผลคนชี้เป้า

จ่อออกหมายจับ แก๊งตำรวจอุ้มล่ามสาว รีดทรัพย์ ย่านดินแดง หลังควบคุมตัวแล้ว 3 ราย มี “พ.ต.ต.” ตำรวจ สตม.เอี่ยวด้วย เจ้าตัวยังให้การปฏิเสธ ด้าน "บิ๊กโจ๊ก" สั่งขยายผล เชื่อมีคนชี้เป้า

21 มีนาคม 2566 จากกรณีแก๊งอุ้มรีดชาวจีน-ล่ามสาว ในพื้นที่ สน.ดินแดง พร้อมบังคับให้โอนเงินสกุลดิจิทัล พบว่ามีตำรวจ สตม. เอี่ยวด้วย ขณะที่ “บิ๊กโจ๊ก” สั่งเร่งคลี่คลายคดี หากพบตำรวจมีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำผิด ให้ดำเนินการอย่างเฉียบขาด

กระทั่งต่อมาสามารถควบคุมตัวผู้ก่อเหตุอุ้มชายชาวจีนและล่ามสาวชาวไทย ไปรีดทรัพย์ ได้ 3 ราย เมื่อช่วงกลางดึกที่ผ่านมา หนึ่งในนั้นเป็นตำรวจตรวจคนเข้าเมือง 1 ยศพันตำรวจตรีเบื้องต้นผู้ต้องสงสัยทั้งหมดถูกแยกสอบปากคำ และยังคงให้การปฏิเสธ

ล่าสุด พนักงานสอบสวน สน.ดินแดง นำเอกสารหลักฐานไปยื่นขออำนาจ ศาลอาญา ออกหมายจับกลุ่มผู้ต้องหา ไม่น้อยกว่า 4 คน
จ่อหมายจับ\"แก๊งตำรวจ\" อุ้มล่ามสาวจีนรีดทรัพย์ \"บิ๊กโจ๊ก\"ขยายผลคนชี้เป้า


ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวได้สอบถาม พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า จากแนวทางสืบสวนพบว่า กลุ่มผู้ก่อเหตุมีทั้ง ข้าราชการตำรวจ และพลเรือนร่วมอยู่ด้วย เป็นนายตำรวจชั้นสัญญาบัตร 3 นาย และชั้นประทวน 1 นาย ขณะนี้อยู่ระหว่างขอหมายจับกลุ่มผู้ก่อเหตุทั้ง 4 ราย หลังได้รวบรวมพยานหลักฐานตลอดทั้งคืนที่ผ่านมา 

เบื้องต้นเข้าข่ายความผิดในข้อหา “ร่วมกันกักขังและหน่วงเหนี่ยว ,ร่วมกันกรรโชกทรัพย์ และเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้น การปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามมาตรา 157 ” ซึ่งตอนนี้สามารถควบคุมตัวผู้ก่อเหตุได้ 3 ราย มาสอบปากคำแล้ว ส่วนอีก 1 รายได้หลบหนีไป และตำรวจอยู่ระหว่างขยายผลถึงบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งหมด โดยอาจมีคนชี้เป้าอีกคนเป็นคนไทย
 

ก่อนหน้านี้ พล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ได้รับรายงานจาก พล.ต.ต.อัฐธพร วงศ์ศิริปรีดา ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 และ พ.ต.อ.นราวุฒิ รักษาวงศ์ ผู้กำกับการ สน.ดินแดง ว่ามีล่ามแปลภาษาจีน ซึ่งเป็นผู้เสียหาย หญิงชาวไทย เข้าแจ้งความร้องทุกข์กับตำรวจ สน.ดินแดง 

หลังถูกกลุ่มชายฉกรรจ์คล้ายตำรวจ 5-6 คน ก่อเหตุอุ้มตัวขึ้นรถไปรีดทรัพย์ในพื้นที่ สน.ดินแดง จากนั้นทาง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล จึงสั่งการให้ พล.ต.ต.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล รุดเดินทางไปตรวจสอบสำนวนการสอบสวนด้วยตัวเอง

สำหรับเหตุการณ์นี้ เมื่อช่วงเย็นที่ผ่านมา น.ส.เอ (นามสมมุติ) อายุ 38 ปี อาชีพล่ามแปลภาษาจีน ผู้เสียหายได้เดินทางเข้าพบ พ.ต.อ.นราวุฒิ เพื่อแจ้งความว่า เมื่อช่วงเช้าวันที่ 10 มีนาคม ที่ผ่านมา ได้รับการติดต่อจาก นายตี้หลุง (นามสมมุติ) อายุ 62 ปี ชาวจีน ให้เดินทางมาพบที่บ้านพักของ นายตี้หลุง ในซอยประชาสงเคราะห์ 2 แขวงและเขตดินแดง กรุงเทพฯ

นายตี้หลุง อ้างว่า จะให้เดินทางไปเป็นเพื่อนเพื่อทำธุรกรรมด้านการต่ออายุหนังสือเดินทาง และวีซ่า ที่ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 ถนนแจ้งวัฒนะ พอเดินทางมาถึงตามนัดหมาย ปรากฏว่า มีเพื่อนชายชาวจีน ของนายตี้หลุง ซึ่งตนไม่ทราบชื่อ และนามสกุล ขับรถเก๋ง ไม่ทราบยี่ห้อรุ่น มารับ พาตนและ นายตี้หลุง ไปยังที่หมาย 

เมื่อเดินทางไปถึงปรากฏว่า ไม่สามารถดำเนินธุรกรรมได้ เนื่องจากเอกสารของ นายตี้หลุง ไม่ปกติ ซึ่งตอนนั้นตนเริ่มเอะใจแล้ว จึงตัดสินใจว่าจะเดินทางกลับมาตั้งหลักกันก่อน โดยมีเพื่อนของนายตี้หลุง ขับรถเก๋งมาส่งที่บ้านพักของ นายตี้หลุง เช่นเดิม 

แต่เมื่อเดินทางมาถึงซอยประชาสงเคราะห์ 2 ระหว่างเดินลงจากรถเข้าบ้าน ปรากฏมี ชายฉกรรจ์รูปพรรณสัณฐานคล้ายตำรวจ มารออยู่แล้ว จำนวน 5 คน ทั้งหมดขับรถเก๋ง มาด้วยกัน 3 คัน จากนั้น นายตี้หลุง และตนก็ถูกอุ้มขึ้นรถไปคนละคัน โดยมีเพื่อนของนายตี้หลุง ขับตามประกบเป็นขบวน ออกจากซอยบ้านพัก ทั้งสิ้นรวม 4 คัน

ระหว่างที่อยู่บนรถนั้น ตนถูกชายที่อ้างว่าเป็นตำรวจสอบถามถึงที่มาที่ไปว่ารู้จักกับนายตี้หลุง ได้อย่างไร ตนก็ตอบไปตามตรงว่ารู้จักกันมาได้ ราว 1 ปี ในฐานะล่ามแปลภาษา จากนั้นชายฉกรรจ์ทั้งหมดก็พาตน และนายตี้หลุง ขับรถไปวนบนถนนเส้นแจ้งวัฒนะ ใช้เวลาประมาณ 4-5 ชั่วโมง ก่อนที่ทั้งหมดจะขับรถพาตน และนายตี้หลุง มาปล่อยทิ้งไว้ที่ซอยประชาสงเคราะห์ 2 ในช่วงใกล้ค่ำ 
ผบช.น.
หลังจากนั้น นายตี้หลุง ยอมรับกับตนว่า มาอยู่ในประเทศไทย โดยมีเพื่อนชายชาวจีนคนดังกล่าว แนะนำช่องทางให้สวมบัตรประชาชนคนไทย จนกระทั่งก่อนเกิดเหตุเพื่อนโทรศัพท์มาบอกว่า วีซ่ากับหนังสือเดินทางมีปัญหาใกล้หมดอายุ ให้เดินทางไปทำด้วยกันที่หน่วยงานรับผิดชอบ ย่านถนนแจ้งวัฒนะ 

นายตี้หลุง จึงไหว้วานให้ตนเดินทางไปด้วย จนเป็นที่มีของการถูกอุ้มขึ้นรถไปเรียกค่าไถ่ โดยระหว่างที่ถูกควบคุมตัวอยู่บนรถ มีชายฉกรรจ์อ้างตัวเป็นตำรวจ ข่มขู่ว่า นายตี้หลุง จะต้องรับโทษฐานปลอมแปลงบัตรประชาชน จึงขอเรียกค่าไถ่ เป็นเงินคริปโต จำนวน 60,000 USDT เพื่อแลกกับการปล่อยตัวเป็นอิสรภาพ แต่ นายตี้หลุง ขอต่อรองครึ่งหนึ่ง เหลือ 30,000 USDT ซึ่งคนร้ายก็ตอบตกลง

นายตี้หลุง จึงประสานให้ทางบุตรชายโอนเงินให้ผ่านแอพพลิเคชั่น imtoken ไปที่บัญชีปลายทางซึ่งก็ไม่รู้เป็นของผู้ใด เมื่อกลุ่มคนร้ายตรวจสอบยอดเงินเข้าบัญชีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงยอมปล่อยตัวตน และ นายตี้หลุง ด้วยการขับรถมาส่งที่บ้าน

น.ส.นามี กล่าวด้วยว่า หลังจากนั้น ตนก็ไม่สามารถติดต่อ นายตี้หลุง ได้อีก มารู้ข้อมูลอีกทีคือ เจ้าตัว ได้เดินทางออกจากราชอาณาจักรไทย กลับไปอยู่กับบุตรชายที่ประเทศจีนแล้ว ตอนนี้ตนจึงรู้สึกหวาดกลัวและเกรงว่าจะไม่ปลอดภัย เนื่องจากเชื่อว่า คนร้ายทำผิดแบบเป็นขบวนการ และไม่แน่ใจว่า มีเจ้าหน้าที่รัฐรู้เห็นด้วยหรือไม่ จึงรวบรวมสติ และนำความเข้าปรึกษากับคนใกล้ชิด ก่อนตัดสินใจเดินทางเข้าแจ้งความกับทางตำรวจ

หลังรับแจ้งความทางชุดคลี่คลายคดี ได้ทำการเช็กประวัติ นายตี้หลุง แล้วพบว่า เจ้าตัวมีบัตรประชาชนคนไทย ชื่อ นายสาโรจน์ ทองค้าไม้ อายุ 55 ปี ชาว จ.สมุทรปราการ เอาไว้ในความครอบครอง และเคยใช้บัตรประชาชนดังกล่าวทำธุรกรรมในประเทศไทย ซึ่งจะต้องตรวจให้ลึกถึงรายละเอียดว่า เจ้าของบัตรยังมีชีวิตหรือไม่ และบัตรประชาชนมาอยู่ในมือบุคคลต่างด้าวได้อย่างไร 

นอกจากนี้เมื่อลงพื้นที่ตรวจสอบกล้องวงจรปิดในละแวกจุดเกิดเหตุ ก็พบภาพรถต้องสงสัย 4 คัน และ ชายฉกรรจ์คนร้าย รวม 6 คน ก่อเหตุอุ้ม น.ส.เอ และ นายตี้หลุง ขึ้นรถไปจริงตามคำให้การ โดยผู้ต้องสงสัยชายฉกรรจ์ จำนวน 2 ใน 6 คน มีรูปพรรณสัณฐานคล้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับสารวัตร สังกัดสำนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมือง