พล.ต.ต.อรรถพล ระบุว่า การเข้าตรวจค้นในวันนี้ เนื่องจากเมื่อปี 2561 สถานบริการแห่งนี้ เคยมีประวัติถูกดำเนินคดีเรื่องการลักลอบเจาะน้ำบาดาลใช้ ดังนั้นพอมีการแจ้งว่าจะเปิดให้บริการอีกครั้ง เจ้าหน้าที่จึงได้ประสานกรมทรัพยากรน้ำบาดาลให้เข้ามาตรวจสอบเรื่องนี้อีกครั้งหนึ่ง
จากการตรวจสอบที่จุดเดิม 2 จุดที่เคยลักลอบเจาะขุดน้ำบาดาลนั้น พบว่า ได้มีการโบกปูนทับปิดไปแล้วและจากการเดินสำรวจโดยรอบบริเวณก็ไม่ปรากฏหลักฐานว่ามีการลักลอบขุดเจาะใช้น้ำบาดาล
นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่กรมทรัพยากรน้ำบาดาลยังได้ตรวจวัดค่านำไฟฟ้าของน้ำที่ใช้ในลาลิซ่าอาบอบนวด พบว่าตรงกับค่ามาตรฐานของน้ำประปาที่สถานีสูบน้ำบางเขนในวันนี้ รวมทั้งยังได้ตรวจเก็บตัวอย่างน้ำประปาจากสถานประกอบการในบริเวณใกล้เคียงโดยรอบ ซึ่งพบว่าค่าออกมาใกล้เคียงกัน นั่นหมายความว่า ณ ขณะนี้ยังไม่พบการลักลอบการใช้น้ำบาดาลของลาลิซ่า
ส่วนกรณีการลักลอบเปิดให้บริการ โดยไม่มีใบอนุญาตนั้น พล.ต.ต.อรรถพล อธิบายว่า ก่อนหน้านี้ ตั้งแต่วันที่ 26 มกราคมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ได้เข้ามาตรวจสอบไปแล้ว และเมื่อวันที่ 30 มกราคม ตำรวจก็ได้ไปประชุมหารือกับสำนักงานเขตดินแดงในการตรวจสอบเรื่องการขอใบอนุญาต และเข้ามาตรวจสอบที่ "ลาลิซ่า อาบอบนวด" พบว่าผู้ประกอบการมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนในเรื่องการตีความข้อกฎหมาย
ผู้ประกอบการเข้าใจว่า การซื้อใบอนุญาตประกอบกิจการมา ก็สามารถใช้ดำเนินการต่อได้เลย ซึ่งเจ้าหน้าที่ก็ได้มีการชี้แจงเรื่องข้อกฎหมายให้ทราบไปแล้วว่าไม่สามารถทำได้ เพราะชื่อผู้ประกอบกิจการไม่ใช่บริษัทเดิม จำเป็นต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติก่อน
ทั้งนี้ หากจะเปิดดำเนินกิจการ จะต้องดำเนินการได้2แนวทาง คือ ยื่นขอใบอนุญาตประกอบกิจการใหม่ ในชื่อบริษัทใหม่ หรือหากจะใช้ใบอนุญาตเดิม ก็ต้องไปประชุมกรรมการบริษัทเดิม ให้เปลี่ยนชื่อกรรมการหุ้นส่วน ผู้จัดการ จากนั้นเมื่อยื่นขออนุญาตแล้วก็จะต้องผ่านขั้นตอนการขอตรวจสอบคุณสมบัติผู้ประกอบการด้วยว่าไม่เป็นบุคคลต้องห้าม เช่น เป็นบุคคลที่เคยประวัติถูกดำเนินคดีที่เกี่ยวกับเพศมาหรือไม่
การขออนุญาต จะต้องขอใน 2 ส่วนคือ ขอกับทางสำนักงานเขตเรื่องอาคาร สถานที่ประกอบกิจการ และขอใบอนุญาตประกอบสถานบริการ กับกองบัญชาการตำรวจนครบาล
สำหรับใบอนุญาตประกอบกิจการเดิม ของอาคารแห่งนี้นั้น พล.ต.ต.อรรถพล ระบุว่า เป็นชื่อผู้ประกอบกิจการ ในชื่อบริษัท หจก.เวนิส ในชื่อ โคปาคาบาน่า และ หจก.ชวาลา ใช้ชื่อว่า ชวาลา แต่ที่จะขอเปิดใหม่นั้น ชื่อผู้ประกอบกิจการ เป็นชื่อบริษัท หจก.ลาลิซ่า 2020 และ หจก.เดวิสโคปาคาบาน่า เปิดในชื่อ ลาลิซ่า ซึ่งทำให้ชื่อในใบอนุญาตเดิม กับชื่อ ในการจดทะเบียนบริษัทเพื่อประกอบกิจการใหม่ยังไม่ตรงกัน และบริษัทใหม่ไม่สามารถใช้ใบอนุญาตเดิมได้ จะต้องดำเนินการใน2แนวทางที่ได้ระบุไว้ให้ถูกต้องก่อน และผู้ประกอบการรายใหม่นี้ เป็นชาวไทย และยังไม่เคยยื่นขอตรวจสอบคุณสมบัติต้องห้าม
ทั้งนี้ทางตำรวจ ยังได้ดำเนินการตรวจสอบข้อมูลในเชิงลึกด้วยว่า การประกอบกิจการนี้จะเข้าข่ายการเป็นตัวแทนเพื่ออำพราง หรือเป็นนอมินีอะไรหรือไม่ เพราะอาจไปเกี่ยวข้องกับผู้ที่มีประวัติถูกอายัดทรัพย์ หรืออาจเป็นการดำเนินการเพื่ออำพรางการทำธุรกิจอย่างอื่น โดยยืนยันว่า ตำรวจได้ข้อมูลแล้วพอสมควร แต่ยังไม่ขอเปิดเผย ซึ่งก็ได้ให้ผู้ประกอบการ นำเอกสารและข้อมูลเข้ามาแสดงความบริสุทธิ์ใจด้วย โดยยังอยู่ในขั้นตอนของการสอบปากคำ ซึ่งหากเป็นการดำเนินการธุรกิจอย่างตรงไปตรงมาก็จะต้องแสดงหลักฐานให้ได้
สิ่งที่ตำรวจจะต้องตรวจสอบคือ ความเป็นมาของนิติบุคคล การจดทะเบียนเมื่อไร ใครเป็นผู้ถือหุ้น ใครเป็นกรรมการผู้มีอำนาจ การเสียภาษี ประกันสังคม รายละเอียดที่ดำเนินการจ่ายค่าน้ำค่าไฟ โดยชื่อทั้งหมดจะต้องตรงกัน และจะต้องแสดงหลักฐานหลักฐานด้วยว่าสถานที่ อาคารเหล่านี้ ได้มาอย่างไร โดยเบื้องต้น ทางกรรมการบริษัท ให้ข้อมูลว่า เป็นการเช่าอาคาร แต่ซื้อใบอนุญาตจากผู้ประกอบการเดิม ดังนั้นในเมื่อบอกว่าเช่าอาคารก็จะต้องชี้แจงรายละเอียดการเช่า สัญญาการเช่า ราคาต่างๆด้วย
ส่วนหากมีการลักลอบเปิดอีกนั้น ทางเจ้าหน้าที่ก็ได้ชี้แจงและกำชับว่าจะต้องเข้ามาตรวจสอบอย่างเข้มงวด หากพบว่ายังฝ่าฝืน ก็ต้องดำเนินคดีตามกฎหมาย ซึ่งจากการตรวจสอบสภาพด้านในพบว่า พร้อมเปิดให้บริการประมาณ 80-90% ยังมีบางส่วนที่ปรับปรุงทำระบบไฟอยู่ ทั้งนี้ การที่มีการกระทำผิดเรื่องการลักลอบเปิดไปแล้วนั้น จะส่งผลต่อการพิจารณาใบอนุญาตประกอบการกิจการหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับคณะกรรมการที่พิจารณา
ในวันนี้ ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 2 ได้เรียกกรรมการบริษัทลาลิซ่า มาให้ข้อมูลเพิ่มเติมด้วย โดยจากการสอบปากคำเบื้องต้นนั้น ทางพนักงานสอบสวนให้ทางกรรมการบริษัท นำเอกสารหลักฐานต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการประกอบกิจการ มาชี้แจงกับพนักงานสอบสวน โดยทาง กรรมการบริษัทลาลิซ่าได้ ขอนำเอกสารหลักฐานเข้ามาชี้แจงในวันศุกร์นี้อีกครั้ง รวมถึงหลังจากนี้พนักงานสอบสวนจะเรียกเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการออกใบอนุญาต และต่อใบอนุญาตประกอบกิจการ มาทำการสอบปากคำเพิ่มเติมด้วย