ส่วนกรณีที่มีคนกลาง เป็นตำรวจเข้าไปเกี่ยวข้องกับการแปลงวีซ่า ขณะนี้ได้ออกหมายเรียกหัวหน้าสถานีตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ทั้ง 27 แห่งไว้แล้ว พร้อมให้นำเอกสารมาให้ และสอบปากคำ แต่พบว่า มีตำรวจบางนาย ยังไม่นำเอกสารมาให้
ซึ่งในวันพรุ่งนี้ (9 ธ.ค.) ได้สั่งให้นำเอกสารมาให้ พร้อมสอบปากคำเพิ่มเติมอีกครั้ง หากใครไม่นำมา หรือมีการปลอมแปลงเอกสารก่อนนำมามอบ ประเด็นนี้ทางตำรวจไม่เป็นกังวล ยืนยันว่า มีข้อมูลของเอกสารทั้งหมดครบแล้ว รวมไปถึงทั้ง 3 นายพลตำรวจที่ถูกพาดพิงว่า มีส่วนเกี่ยวข้อง ในการอำนวยความสะดวกในการแปลงวีซ่าให้กลุ่มชาวจีนมาชี้แจงด้วย
พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า จะดำเนินการตามขั้นตอน แม้จะเป็นเพื่อนร่วมรุ่นนักเรียนนายร้อยตำรวจ รุ่น 47 ด้วยกันก็ตาม โดยไม่ละเว้น หากพบผิดก็จะดำเนินการถึงที่สุด แต่ทราบว่า บางนายเกษียณอายุราชการไปแล้ว ก็จะมีการออกหมายเรียกมาให้ข้อมูล ในฐานะพยานเหมือนหัวหน้าสถานี ตม.ทุกนายที่เรียกมาก่อนหน้านี้
“ยืนยันว่าเมื่อสมัยที่ตนดำรงตำแหน่ง ผู้บัญชาการตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ก็ได้กวดขัน และจับกุมอย่างเข้มงวด จนไม่มีผู้ใต้บังคับบัญชาคนใดกล้าทำผิด และไม่มีกลุ่มคนจีนกล้าทำเรื่องประเภทนี้”
ส่วนการตรวจสอบสารเสพติดบนเครื่องบินส่วนตัวของนายตู้ห่าว ที่ปรากฏว่า ไม่พบสารเสพติด ตนยังไม่ทราบรายละเอียด แต่ถึงแม้จะไม่พบสารเสพติด ก็ไม่มีผลกระทบกับคดีหลัก ที่นายตู้ห่าวถูกดำเนินคดียาเสพติด เนื่องจากการตรวจค้นเครื่องบิน เป็นส่วนหนี่งของการตรวจสถานที่ เพื่อนำมาประกอบสำนวนเท่านั้น