นายเจ ให้การกับทางเจ้าหน้าที่ ว่า เรื่องที่เกิดขึ้นไม่ได้มีการบังคับ น.ส.เอ๋ ผู้เสียหาย แต่เป็นเรื่องของการสมยอม ซึ่งเรื่องหมดเริ่มขึ้นจาก น.ส.เอ๋ ที่เป็นสาวหล่อ ได้มาแอบคบหาเชิงชู้สาวกับภรรยาของตน ทำเข่นนี้มาตลอดเป็นระยะเวลากว่า 5-6 ปี จนทำให้ครอบครัวเกิดปัญหาหนัก จนถึงขั้นเคยจดทะเบียนหย่าร้างแล้วหนีไปใช้ชีวิตร่วมกันสองคน แต่สุดท้ายก็ไปกันไม่รอด ก่อนจะกลับมาใช้ชีวิตเป็นครอบครัวกับตนเหมือนเดิม แต่หลังจากกลับมาใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันแล้วนั้น ปรากฎว่า น.ส.เอ๋ ยังคงแอบติดต่อหาภรรยาของตนเช่นเดิม จึงเรียกมาพูดคุยเพื่อขอให้หยุดพฤติกรรมดังกล่าวแต่ก็ไม่เป็นผล
เวลาที่ น.ส.เอ๋ ติดต่อมาหาภรรยาของผม ก็มักทำทีเล่าปัญหาชีวิตเดือดร้อนเรื่องเงินให้ฟัง เพื่อขอหยิบยืมเงิน จนภรรยาของผมที่ยังคงมีความผูกพันและห่วงหา โอนเงินให้เรื่อยมารวมเป็นเงิน กว่า 5 แสนบาท เมื่อรู้เรื่องว่ามีการโอนเงินกัน จึงเรียกมาพูดคุยเพื่อขอให้คืนเงิน แต่ น.ส.เอ๋ อ้างว่าไม่มีเงินคืนให้ จึงยื่นข้อเสนอให้เอารถยนต์มาวางค้ำประกันหนี้ หรือไม่ก็ย้ายมาอยู่ร่วมกัน 3 คน ผัวเมีย เพราะมองว่าหากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไปครอบครัวคงต้องแตกร้าวอีกรอบ ก่อนที่ น.ส.เอ๋ จะตัดสินใจเลือกมาใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันกับผมและภรรยา 3 คนผัวเมีย เพื่อที่จะเก็บรถยนต์ส่วนตัวไว้ รวมถึงยังขอให้ทำหนังสือสัญญาข้อตกลงขึ้นมาเพื่อป้องกันไม่ให้มาฟ้องร้องในภายหลัง จึงอยากชี้แจงในส่วนนี้ด้วยว่าไม่มีการบังคับแต่อย่างใด