ส่วนเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ ที่แฟนหนุ่มของตนโดนอุ้มไปทำร้ายร่างกายนั้น เมื่อวันที่ 23 สิงหาคมที่ผ่านมา แฟนหนุ่มเคยโดนทำร้ายมาแล้ว โดยกลุ่มผู้ก่อเหตุตอนนั้นออกอุบายว่าจะซื้อกัญชา 30 กิโลกรัม แต่รอบนั้นทางฝั่งสามีมีให้เพียง 15 กิโลกรัม ก่อนที่จะนัดพบกันที่อนามัยงามเจริญ และหลังจากที่สามีเดินทางไปถึง ก็ถูกกลุ่มผู้ก่อเหตุตอนนั้นอุ้มขึ้นรถทันทีโดยบอกว่าสามีค้างเงินเจ้าของกัญชาจำนวน 400,000 บาท
จากนั้นทางฝั่งผู้ก่อเหตุได้ไลน์มาหาตนว่า ถ้าไม่ได้ค้างเงินให้ส่งหลักฐานการที่สามีไปซื้อกัญชาจากตัวแทนจำหน่ายรายอื่นมาแสดง หลังจากที่ตนนำหลักฐานทั้งหมดแสดงให้ทางผู้ก่อเหตุดู เขาก็ได้ปล่อยตัวสามีทันที และผู้ก่อเหตุกลุ่มนั้นได้โทรศัพท์มาขอเจรจา
แต่ขณะนั้นมีตำรวจนครบาลท่าข้ามร่วมรับฟังการเจรจาอยู่ด้วย ก่อนที่ตำรวจจะไปสกัดจับแต่ก็ไม่สามารถจับกุมได้ จากนั้นตำรวจจึงพาตนและสามีมาส่งที่ห้องพัก หลังจากรู้ตัวว่าใครเป็นผู้ก่อเหตุอุ้มสามีในครั้งนั้น จึงได้ตามหาตัวจนพบว่าใครเป็นคนสั่งการ ตนก็ได้ตบหน้าผู้ที่สั่งการไป 1 ครั้ง ซึ่งขณะนั้นก็มีลูกน้องของผู้สั่งการนั่งดื่มสุราอยู่ด้วย โดยที่ไม่มีท่าทีสลดแต่อย่างใด
ทำให้กลุ่มผู้ก่อเหตุกลุ่มนั้น ได้ใช้อาวุธปืนจ่อที่หัวตนและตนก็ใช้ขวดทุบเป็นปากฉลามแล้วแทงไปในกลุ่มผู้ก่อเหตุจำนวน 1 ครั้ง ก่อนที่อีกฝ่ายจะวิ่งหลบหนีและทราบว่าผู้ก่อเหตุดังกล่าวได้เดินทางมาแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน สน.ท่าข้ามว่าถูกตนทำร้ายร่างกาย
จากนั้นตนจึงชี้แจงว่า ป้องกันตัวเองก่อนที่ฝ่ายตรงข้ามจะบอกให้ตำรวจมาเคลียร์เสนอเงินให้จำนวน 20,000 บาทเพื่อให้ตนและสามียอมความ และเรื่องทุกอย่างก็เงียบไปจนมาถึงวันที่ 25 สิงหาคม จึงได้มีคนโทรศัพท์มาข่มขู่ ว่ารอบนี้กูไม่ปล่อยมึงไว้แน่อย่ามากัดตีนกูนะ ก่อนที่จะมาเกิดเหตุการณ์เมื่อวันที่ 14 ต.ค.ที่ผ่านมา
ทั้งนี้หลังจากที่ตนต้องโทษคดีกัญชาเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2564 เพราะโดนซัดทอดจากลูกน้องสามี ที่เอาไปจำหน่ายแล้วโดนจับ เมื่อพ้นโทษออกมาจากเรือนจำ ก็ไม่ได้ตั้งใจว่าจะมาขายกัญชาเป็นอาชีพหลัก แต่เนื่องจากว่ากัญชาที่ได้จำหน่ายระหว่างนี้เป็นกัญชาที่ได้รับคืนจากของกลางที่โดนจับไปก่อนหน้านี้
โดยตนคิดว่าจะยึดอาชีพในการเปิดร้านอาหารและจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับธุรกิจกัญชาอีก ซึ่งคิดว่าการก่อเหตุครั้งแรกนั้นมาจากการที่ตนไม่กลับไปซื้อกัญชาของกลุ่มผู้ก่อเหตุครั้งแรกมาจำหน่าย จึงอาจเป็นชนวนเหตุของความไม่พอใจและก่อเหตุอุ้มสามีไปเพื่อทำร้ายร่างกายที่เกิดขึ้นเมื่อเดือนสิงหาคม
ยืนยันว่าหลังจากเกิดเหตุครั้งล่าสุด ได้ไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนเรียบร้อยแล้ว เพราะทางนิติบุคคลบอกว่าหากจะดูกล้องต้องมีใบแจ้งความไปแสดง ซึ่งตำรวจได้รับแจ้งโดยนำชื่อในบัตรประชาชนของสามีไปเพียงคนเดียว แต่ไม่ได้มีชื่อตนและน้องชายที่อยู่ในเหตุการณ์แต่อย่างใด
ส่วนตัวแล้วคิดว่าเหตุการณ์ผ่านมา 2-3 วัน ตำรวจยังไม่สามารถติดตามจับตัวคนร้ายได้นั้นเป็นการทำงานที่ล่าช้า เพราะถ้าหากว่าตนไม่มาร้องขอความเป็นธรรมจากสื่อมวลชนให้มาช่วยเหลือ
ขณะนี้ไม่มีความกังวล หลังจากที่เดินทางมาแจ้งความเกี่ยวกับประเด็นเรื่องยาเสพติด เพราะตนเป็นผู้บริสุทธิ์ และไม่เคยมีความพัวพันเกี่ยวกับยาเสพติดชนิดอื่น
ขณะเดียวกันตนยังมีเอกสารจากกระทรวงสาธารณสุข ที่แสดงว่าสามารถเป็นผู้ค้ากัญชาได้อย่างเสรี ส่วนที่มาของกัญชาที่สามีนำมาขายนั้น มาจากนาย พ. และตนก็ไม่ทราบว่านาย พ. ไปเอากัญชามาจากที่ไหนจะเป็นกัญชาข้ามชาติหรือไม่นั้นตนไม่รู้