ขณะนั้น พรรคภูมิใจไทย, พรรคกล้าธรรม และพรรคเพื่อไทย เป็นรัฐบาลร่วมกัน ซึ่งหากจะบอกว่า มีการปั้นพยาน เพื่อปรักปรำพรรคภูมิใจไทย เป็นเรื่องที่ไม่ชัดเจน เพราะทั้ง 3 พรรคร่วมรัฐบาลกันอยู่ และนายเอกราช ในเวลานั้น ก็ได้ย้ายสังกัดไปอยู่พรรคกล้าธรรม
ดังนั้นแรงจูงใจในการข่มขู่พยาน เป็นสิ่งที่มองเห็นไม่ชัด แต่นายเอกราช กลับคำให้การในวันที่ 29 ตุลาคม 2568 ในช่วงที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล เพิ่งขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี เพราะพรรคกล้าธรรม ทิ้งพรรคเพื่อไทยไปอยู่กับนายอนุทิน ซึ่งหลังจากที่สีน้ำเงินขึ้นสู่อำนาจได้ไม่นาน พยานทั้ง 3 คนก็ได้กลับคำให้การ ซึ่งตกลงแรงจูงใจที่จะให้การเท็จ ระหว่างเดือนพฤษภาคมปี 2568 หรือตุลาคม 2568 คิดว่า แรงจูงใจทางการเมืองในช่วงไหนจะทำให้เกิดการให้การเท็จมากกว่ากัน
นายยิ่งชีพ กล่าวอีกว่า วิธีการกลับคำให้การ เป็นการพิมพ์เอกสารส่งมา เช่น กรณีของนายเอกราช ระบุว่า การให้การในตอนแรก มีชายไม่ทราบชื่อติดต่อมาข่มขู่ ส่วนอัษฎางค์ และนายขจรศักดิ์ ก็ระบุว่า ถูกข่มขู่จากบุคคลไม่ทราบชื่อ จำลักษณะไม่ได้ว่าเป็นผู้ใด ตนจึงสงสัยว่า ทำไมไม่ถามเขาว่า ชื่ออะไร และการที่อยู่ ๆ มีคนไม่ทราบชื่อมาข่มขู่ระดับคนที่เป็น สส.บ้านใหญ่ และเป็นพ่อตาของร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า จึงเป็นที่น่าสงสัยว่า การข่มขู่ และการกลับคำให้การนี้น่าเชื่อถือหรือไม่
นายยิ่งชีพ ระบุอีกว่า คำให้การของนายเอกราช ไม่ใช่การพูดลอย ๆ แต่มีหลักฐานประกอบ เพราะมีการระบุว่า ขบวนการนี้ เพิ่งไปรับเงินจากนางรัตนา บ่อถ้ำ ที่ชั้น 4 ของพรรคภูมิใจไทย ซึ่งนางรัตนา ก็เป็นเจ้าหน้าที่อยู่พรรคภูมิใจไทย อยู่ที่ชั้น 4 จริง ๆ ซึ่งเป็นโต๊ะจ่ายเงิน และยังพบหลักฐานการโทรศัพท์หา สว.อย่างน้อย 19 คน รวมทั้งหมด 62 ครั้ง ภายใน 80 วัน ดังนั้น นางรัตนา ต้องเป็นใครสักคนหนึ่งที่มีเหตุผลในการโทรหา สว. มากขนาดนั้น ตนจึงไม่เชื่อว่า สิ่งที่นายเอกราชพูด ไม่ใช่การพูดลอย ๆ
นอกจากนี้ นายเอกราช ก็ระบุว่า มีการโทรหานายเนวิน ชิดชอบ ซึ่งมีการระบุวันที่ชัดเจน เพื่อฝากนายอัษฎางค์ ให้เป็น สว. และในสำนวนก็ปรากฏหลักฐานในโทรศัพท์ และนายอัษฎางค์ ที่ลงสมัคร สว. ในกลุ่ม 3 ก็ได้คะแนนสูงสุดอันดับ 1 ของประเทศ ดังนั้นถ้าแบ็คไม่ใหญ่ นายอัษฎางค์ ก็คงไม่ได้คะแนนเยอะขนาดนี้ และนายอัษฎางค์ ก็ยอมรับว่า ได้ไปขอให้นายเอกราช ไปฝากเข้าไปเป็น สว. ซึ่งนายเอกราช ยังระบุว่า ได้มอบหมายให้นายทรงศักดิ์ ทองศรี ในฐานะรองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย รับผิดชอบจังหวัดหนองบัวลำภู, เลย และจังหวัดบึงกาฬ ซึ่งมีพยานคือ นายสนั่นชัย ช่วยอุดมธนิกิจ ผู้สมัคร สว.จังหวัดหนองบัวลำภู ที่ยืนยันว่า ได้เข้าไปในกระบวนการดังกล่าว และมีนายสรชาติ วิชย สุวรรณพรหม สว. เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย และนายสรชาติ ก็ระบุว่า นายทรงศักดิ์ ก็เกี่ยวข้องกับกระบวนการนี้ ซึ่ง กกต. ก็เชื่อคำให้การของนายสนั่นชัยว่า นายสรชาติ น่าจะโกงจริง จึงส่งฟ้องนายสรชาติ
แต่กลับไปไม่ถึงนายทรงศักดิ์ ทั้งที่นายทรงศักดิ์ ก็อยู่ในปากคำของนายสนั่นชัย และนายเอกราช ดังนั้นการที่นายณรงค์ ระบุว่า คำให้การของนายเอกราช เชื่อถือไม่ได้ แต่เนื้อหาที่นายเอกราช อธิบายนั้นสอดคล้องกับข้อเท็จจริง และหลักฐาน รวมถึงการให้ปากคำของพยานคนอื่น