เนชั่นทีวี

ข่าว

ลิสต์ 7 ปมร้อน “คดีฮั้ว สว.” มติ กกต. เสียงข้างมาก-เสียงข้างน้อย เหตุผล 2 มุมต่างขั้ว

19 ก.ย. 2569 | prisana_tha

ลิสต์ 7 ปมร้อน “คดีฮั้ว สว.” มติ กกต. เสียงข้างมาก-เสียงข้างน้อย เหตุผล 2 มุมต่างขั้ว

ลิสต์ 7 ปมร้อน “คดีฮั้ว สว.” มติ กกต. เสียงข้างมาก-เสียงข้างน้อย เหตุผล 2 มุมต่างขั้ว จับตาเสียงข้างน้อยที่ดังกว่า อาจกลายเป็นเครื่องมือรุกกลับ

ลิสต์ 7 ปมร้อน “คดีฮั้ว สว.” มติ กกต. เสียงข้างมาก-เสียงข้างน้อย เหตุผล 2 มุมต่างขั้ว จับตาเสียงข้างน้อยที่ดังกว่า อาจกลายเป็นเครื่องมือรุกกลับ

KEY

POINTS

  • กกต. มีมติส่งศาลฎีกาฯ 77 คน จากผู้ถูกร้องคดีฮั้ว สว. 427 คน โดยยังไม่มีกรรมการบริหารพรรค หรือ สส.พรรคภูมิใจไทยอยู่ในกลุ่มที่ถูกส่งศาล
  • เสียง กกต.แตกเป็น 2 แนวทาง เสียงข้างมากย้ำพิจารณาตามพยานหลักฐานที่เชื่อมโยงผู้ถูกร้องเป็นรายบุคคล ขณะที่ สิทธิโชติ อินทรวิเศษ กกต.เสียงข้างน้อย เห็นว่าหลักฐานจากหลายพื้นที่สามารถนำมาประกอบให้เห็นความเชื่อมโยงเป็นขบวนการ
  • ข้อพิพาทยังมี 7 ปมหลัก ตั้งแต่การส่งศาล 77 คน การกล่าวหาว่าฮั้วเป็นขบวนการ การไม่ส่งนักการเมืองและผู้บริหารพรรคบางราย กรณีพยานกลับคำให้การ ไปจนถึงช่องทางดำเนินคดีกับ กกต.

กลายเป็นหนังม้วนยาว แม้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะมีมติในคดีการทุจริตการเลือกสมาชิกวุฒิสภา หรือ คดีฮั้ว สว.เป็นที่เรียบร้อย จากจำนวนผู้ถูกร้อง 427 คน มติ กกต.ให้ส่งศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง 77 คน โดยไม่มีผู้บริหารพรรค และ สส.พรรคภูมิใจไทย อยู่เลย ที่กลายเป็นข้อกังขาของสังคม แม้ นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต.จะแถลงผลการลงมติ ฉบับร่ายยาว โดยพิจารณาแยกส่วนตามพฤติการณ์

 

แต่ในขณะเดียวกันก็เกิดความขุ่นมัวจาก กกต.เสียงข้างน้อย อย่าง นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ ที่ออกมาเรียกร้องความชอบธรรม เนื่องจากในการแถลงไม่ได้ระบุถึงมติเสียงข้างน้อย ที่ตัวเองเชื่อว่าพยานหลักฐานน่าจะไปถึงเครือข่ายนักการเมือง สส. และมีการทำเป็นขบวนการในคดีฮั้ว สว.

 

คำวินิจฉัยที่แตกต่างของ กกต.เสียงข้างมาก และเสียงข้างน้อย ส่งผลให้สังคมมีความเชื่อเป็น 2 ฝ่าย โดยมีประเด็นหลัก 7 ประเด็น ดังนี้

 

 1. ฮั้ว สว. กกต.ส่งศาลฎีกา 77 คน

 

- ฝ่ายข้างมากและผู้สนับสนุน เห็นว่าเป็นไปตามปากคำพยานเชิงประจักษ์ และมีหลักฐานอื่นยืนยันอย่างมีน้ำหนัก

 

- ฝ่ายข้างน้อยและฝ่ายตรวจสอบ เห็นว่าเป็นการตัดตอน ไม่ให้กระทบถึงนักการเมืองคนสำคัญและพรรคภูมิใจไทย

ณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. และ กกต.เสียงข้างมาก

 

 2. ฮั้ว สว.ทำเป็นขบวนการ

 

- ฝ่ายข้างมากและผู้สนับสนุน ชี้ว่าไม่มีหลักฐานยืนยันชัดเจน จึงพิจารณาวินิจฉัยตามข้อเท็จจริงที่มีหลักฐานรองรับ ไม่แน่ชัดว่าโพยฮั้วมีอยู่จริง เพราะพยานที่กลับคำให้การอ้างว่า เพิ่งมาทำภายหลัง

 

- ฝ่ายข้างน้อยและฝ่ายตรวจสอบ เห็นว่าแม้ไม่มีหลักฐานยืนยันชัดเจนว่า ทำเป็นขบวนการใหญ่ระดับประเทศ เชื่อมโยงกัน แต่จากหลักฐานที่แยกกันแต่ละพื้นที่ และบางพื้นที่ที่หาหลักฐานได้ สามารถนำมาปะติดปะต่อจนเห็นภาพใหญ่ว่ามีขบวนการฮั้ว สว.ระดับชาติจริงๆ

 

3. มุมมองต่อขบวนการฮั้ว สว.

 

- ฝ่ายข้างมากและผู้สนับสนุน เห็นว่าจับได้แต่อวัยวะบางส่วนของช้าง จึงไม่สามารถอนุมานได้ว่า มีช้างตัวใหญ่แทนขบวนการฮั้วระดับชาติ และการทำแบบเดียวกัน ที่พบเป็นอวัยวะบางส่วนของช้าง กลุ่มอื่นก็ทำ เมื่อไม่มีเส้นเงินยืนยัน ก็ไม่ส่งศาลเช่นเดียวกัน

 

- ฝ่ายข้างน้อยและฝ่ายตรวจสอบ เห็นว่าแม้ไม่พบอวัยวะทุกส่วนของช้าง แต่เจออวัยวะสำคัญของช้างบางส่วน ย่อมสันนิษฐานได้ว่านี่คือช้างตัวใหญ่ ตัวแทนขบวนการฮั้ว สว.

สิทธิโชติ อินทรวิเศษ กกต.เสียงข้างน้อย

 

4. บุคคลที่เกี่ยวข้องกับพรรคภูมิใจไทย โดนส่งศาลฎีกาหลายคน แต่กรรมการบริหารพรรคและตัว สส.พรรคกลับไม่เกี่ยว

 

- ฝ่ายข้างมากและผู้สนับสนุน เห็นว่าแยกพิจารณารายบุคคล รายข้อหาและวินิจฉัยตามพยานหลักฐานที่เชื่อมโยงถึงเท่านั้น

 

- ฝ่ายข้างน้อยและฝ่ายตรวจสอบ เห็นว่าพิจารณาในภาพรวม เพราะหลักฐานหายาก มีการทำเป็นขบวนการ ป้องกันข้อมูลรั่วไหลทุกขั้นตอน การพบพยานหลักฐานเท่านี้ ถือว่า “ควรเชื่อได้ว่ามีการเลือกที่ไม่สุจริต” แล้ว

 

5. ยกคำร้องนักการเมืองคนสำคัญระดับประเทศ

 

- ฝ่ายข้างมากและผู้สนับสนุน เห็นว่าเมื่อไม่มีภาพถ่าย ไม่มีข้อมูลโทรศัพท์ ไม่มีข้อมูลไลน์ และไม่มีเส้นเงินโยงถึง ย่อมส่งศาลฎีกาไม่ได้

 

- ฝ่ายข้างน้อยและฝ่ายตรวจสอบ เห็นว่าแม้ไม่มีหลักฐานความเชื่อมโยง แต่การไปปรากฏตัวในสถานที่เดียวกัน ย่อม “เชื่อได้ว่าเกี่ยวข้อง” สอดรับกับปากคำพยานอีกหลายปาก จึงสมควรส่งศาลฎีกาเพื่อพิสูจน์

 

6.พยานสำคัญกลับคำให้การ

 

- ฝ่ายข้างมากและผู้สนับสนุน เห็นว่าเมื่อพยานกลับคำให้การ ย่อมไม่น่าเชื่อถือ ยิ่งประกอบกับประวัติส่วนตัวที่มีปัญหาอยู่แล้ว แต่ไม่มองบริบททางการเมือง

 

- ฝ่ายข้างน้อยและฝ่ายตรวจสอบ เห็นว่าแม้พยานกลับคำให้การ แต่ก็ต้องพิจารณามูลเหตุที่กลับคำ มองเชื่อมโยงบริบทการเมือง และพิจารณาร่วมกับหลักฐานอื่นๆ ด้วยว่าสอดคล้องกับคำให้การเดิมหรือไม่

 

7.ฟ้องร้องดำเนินคดี กกต.ต่อศาลอาญาคดีทุจริตฯ และส่งหลักฐานตรงต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง

 

- ฝ่ายข้างมากและผู้สนับสนุน เห็นว่าการพิจารณาตามพยานหลักฐานรายบุคคล รายข้อหา ถือเป็น “เกราะกำบัง” ในการถูกฟ้อง เพราะสามารถพิสูจน์ได้ว่า ไม่ได้ละเว้นผู้ถูกร้องกลุ่มใดเลย ทั้ง สว.ตัวจริง โหวตเตอร์ ฝ่ายการเมือง ยกเว้นเพียงกรรมการบริหารพรรคการเมืองที่หลักฐานไม่ถึงจริงๆ เท่านั้น

 

- ฝ่ายข้างน้อยและฝ่ายตรวจสอบ เห็นว่าการเสนอเอาผิดทั้ง 229 คน ถือเป็นเกราะกำบังการทำหน้าที่ แต่ยังต้องลุ้นว่าการดำเนินคดีเพิ่มเติมจะทำผ่านช่องทางไหน กรณีการฟ้องตรงต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ต้องเป็น “ผู้เสียหายโดยตรง” เท่านั้นหรือไม่ รวมถึง การฟ้ององค์กรอิสระอย่าง กกต. ต่อศาลอาญาคดีทุจริตฯ สามารถฟ้องได้หรือไม่ หรือต้องยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.

ข่าวล่าสุด