4. บุคคลที่เกี่ยวข้องกับพรรคภูมิใจไทย โดนส่งศาลฎีกาหลายคน แต่กรรมการบริหารพรรคและตัว สส.พรรคกลับไม่เกี่ยว
- ฝ่ายข้างมากและผู้สนับสนุน เห็นว่าแยกพิจารณารายบุคคล รายข้อหาและวินิจฉัยตามพยานหลักฐานที่เชื่อมโยงถึงเท่านั้น
- ฝ่ายข้างน้อยและฝ่ายตรวจสอบ เห็นว่าพิจารณาในภาพรวม เพราะหลักฐานหายาก มีการทำเป็นขบวนการ ป้องกันข้อมูลรั่วไหลทุกขั้นตอน การพบพยานหลักฐานเท่านี้ ถือว่า “ควรเชื่อได้ว่ามีการเลือกที่ไม่สุจริต” แล้ว
5. ยกคำร้องนักการเมืองคนสำคัญระดับประเทศ
- ฝ่ายข้างมากและผู้สนับสนุน เห็นว่าเมื่อไม่มีภาพถ่าย ไม่มีข้อมูลโทรศัพท์ ไม่มีข้อมูลไลน์ และไม่มีเส้นเงินโยงถึง ย่อมส่งศาลฎีกาไม่ได้
- ฝ่ายข้างน้อยและฝ่ายตรวจสอบ เห็นว่าแม้ไม่มีหลักฐานความเชื่อมโยง แต่การไปปรากฏตัวในสถานที่เดียวกัน ย่อม “เชื่อได้ว่าเกี่ยวข้อง” สอดรับกับปากคำพยานอีกหลายปาก จึงสมควรส่งศาลฎีกาเพื่อพิสูจน์
6.พยานสำคัญกลับคำให้การ
- ฝ่ายข้างมากและผู้สนับสนุน เห็นว่าเมื่อพยานกลับคำให้การ ย่อมไม่น่าเชื่อถือ ยิ่งประกอบกับประวัติส่วนตัวที่มีปัญหาอยู่แล้ว แต่ไม่มองบริบททางการเมือง
- ฝ่ายข้างน้อยและฝ่ายตรวจสอบ เห็นว่าแม้พยานกลับคำให้การ แต่ก็ต้องพิจารณามูลเหตุที่กลับคำ มองเชื่อมโยงบริบทการเมือง และพิจารณาร่วมกับหลักฐานอื่นๆ ด้วยว่าสอดคล้องกับคำให้การเดิมหรือไม่
7.ฟ้องร้องดำเนินคดี กกต.ต่อศาลอาญาคดีทุจริตฯ และส่งหลักฐานตรงต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง
- ฝ่ายข้างมากและผู้สนับสนุน เห็นว่าการพิจารณาตามพยานหลักฐานรายบุคคล รายข้อหา ถือเป็น “เกราะกำบัง” ในการถูกฟ้อง เพราะสามารถพิสูจน์ได้ว่า ไม่ได้ละเว้นผู้ถูกร้องกลุ่มใดเลย ทั้ง สว.ตัวจริง โหวตเตอร์ ฝ่ายการเมือง ยกเว้นเพียงกรรมการบริหารพรรคการเมืองที่หลักฐานไม่ถึงจริงๆ เท่านั้น
- ฝ่ายข้างน้อยและฝ่ายตรวจสอบ เห็นว่าการเสนอเอาผิดทั้ง 229 คน ถือเป็นเกราะกำบังการทำหน้าที่ แต่ยังต้องลุ้นว่าการดำเนินคดีเพิ่มเติมจะทำผ่านช่องทางไหน กรณีการฟ้องตรงต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ต้องเป็น “ผู้เสียหายโดยตรง” เท่านั้นหรือไม่ รวมถึง การฟ้ององค์กรอิสระอย่าง กกต. ต่อศาลอาญาคดีทุจริตฯ สามารถฟ้องได้หรือไม่ หรือต้องยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.