เนชั่นทีวี

ข่าว

DSI ลุยต่อไม่รอ กกต. จ่อถกอัยการสิ้นเดือน ก.ย.นี้ เดินหน้าคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว.

17 ก.ย. 2569 | titayu_pur

DSI ลุยต่อไม่รอ กกต. จ่อถกอัยการสิ้นเดือน ก.ย.นี้ เดินหน้าคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว.

DSI เดินหน้าคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. 77 ราย นัดถกอัยการสิ้นเดือน ก.ย. ชี้เป็นคดีอาญาแยกจาก กกต. ไม่ต้องรอ 60 วัน ลุยสอบเส้นทางการเงิน-ขยายผลผู้เกี่ยวข้อง

DSI เดินหน้าคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. 77 ราย นัดถกอัยการสิ้นเดือน ก.ย. ชี้เป็นคดีอาญาแยกจาก กกต. ไม่ต้องรอ 60 วัน ลุยสอบเส้นทางการเงิน-ขยายผลผู้เกี่ยวข้อง

KEY

POINTS

  • DSI นัดถกอัยการสิ้น ก.ย. ลุยคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว.: คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษเตรียมประชุมร่วมอัยการสิ้นเดือนนี้ เพื่อเร่งรัดคดีฮั้วเลือก สว. 67 รวมผู้ต้องหา 77 ราย
  • แยกคดีอาญาชัดเจน ไม่ต้องรอ กกต. ส่งสำนวน 60 วัน: DSI ชี้กระบวนการทางอาญาเป็นคนละส่วนกับ กกต. เน้นแกะรอยเส้นทางการเงินและพฤติการณ์ความผิดเป็นหลัก
  • พร้อมขยายผลเอาผิดนักการเมือง-บิ๊กพรรคหากพบหลักฐาน: หากผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือผู้บริหารพรรคหลุดรอดจากมติ กกต. DSI พร้อมนำพยานหลักฐานมาพิจารณาแจ้งข้อหาในสำนวนคดีพิเศษแทน

17 กันยายน 2569 กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) นัดประชุมร่วมกับพนักงานอัยการภายในสิ้นเดือนกันยายนนี้ เพื่อวางแนวทางดำเนินคดีอาญาข้อหาอั้งยี่และฟอกเงินกลุ่ม สว. รวม 77 ราย กรณีพฤติการณ์สุ่มเสี่ยง ฮั้วเลือกสว โดยย้ำชัดไม่จำเป็นต้องรอสำนวนคำวินิจฉัยฉบับเต็ม 60 วันจาก กกต. เนื่องจากเป็นคดีคนละส่วนกัน มุ่งเน้นการสืบสวนพยานหลักฐานและเส้นทางการเงินเป็นหลัก พร้อมขยายผลหากพบระดับนักการเมืองหรือผู้บริหารพรรคมีส่วนเกี่ยวข้องเพิ่มเติม

 

หลังจากเมื่อวันที่ 14 ก.ย. คณะกรรมการการเลือกตั้งได้มีมติไต่สวนในคดีทุจริตเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ปี 2567 หรือคดีฮั้ว สว.67 โดยมีการวินิจฉัยส่งฟ้องศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง จำนวน 77 ราย จากนี้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) โดยคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษที่ 24/2568 กรณีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. เตรียมจัดทำหนังสือประสานไปยังสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อขอรายงานความเห็นวินิจฉัยชี้ขาดของคณะกรรมการการเลือกตั้งทั้ง 7 ราย ไม่ว่าจะเป็นคำวินิจฉัยเบื้องต้นที่ประธาน กกต. มีการแถลงต่อสื่อมวลชน และรวมไปถึงคำวินิจฉัยสำนวน ซึ่ง กกต. จะต้องจัดทำภายใน 60 วัน

ซึ่งในส่วนของคำวินิจฉัยสำนวนนี้เอง ที่จะมีความละเอียดและชัดเจน เพื่อดีเอสไอจะได้นำเข้าสำนวนคดีเพื่อพิจารณา ก่อนนัดหมายประชุมคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ (ที่มีทั้งดีเอสไอ และพนักงานอัยการ สำนักงานการสอบสวน ร่วมทำการสอบสวน) เพื่อกำหนดประเด็นและหารือ โดยเฉพาะความเห็นของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่มีมติส่งฟ้องศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง จำนวน 77 ราย ว่าแต่ละกรรมการมีความเห็นอย่างไร ระบุถึงพฤติการณ์ของผู้ถูกร้องที่พบการกระทำ และความเกี่ยวข้องกับพยานหลักฐานรายการใดบ้าง จากนั้นดีเอสไอจะได้ดำเนินการสอบสวนเพิ่มเติม ตามประเด็นคำสั่งของอัยการคดีพิเศษที่กำหนดไว้ ก่อนสรุปสำนวนและสั่งฟ้องผู้ต้องหาจำนวนใหม่อีกครั้ง ไปยังพนักงานอัยการคดีพิเศษ ตามที่มีการรายงานข่าวไปแล้วนั้น 

 

DSI ลุยต่อไม่รอ กกต. จ่อถกอัยการสิ้นเดือน ก.ย.นี้ เดินหน้าคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว.

เกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 17 ก.ย. รายงานข่าวภายในคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษที่ 24/2568 กรณีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. เปิดเผยว่า สำหรับการนัดหมายประชุมครั้งที่ 1 ของคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ คดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ที่มีทั้งเจ้าหน้าที่ดีเอสไอและพนักงานอัยการ สำนักงานการสอบสวน หลังจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง มีมติส่งฟ้องศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง จำนวน 77 ราย กรณีทุจริตเลือกวุฒิสภา คาดว่าคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษจะดำเนินการประชุมครั้งแรกได้ภายในสิ้นเดือน ก.ย.นี้

 

ส่วนประเด็นว่าคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษจำเป็นต้องรอสำนวนคำวินิจฉัยของ กกต. ที่จะจัดทำอย่างละเอียดภายใน 60 วันหรือไม่นั้น ตนมองว่า ในการดำเนินคดีอาญา โดยเฉพาะคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน ไม่มีเหตุจำเป็นต้องรอสำนวนคำวินิจฉัยของ กกต. เพราะคดีอาญาของดีเอสไอและ กกต. แยกออกจากกัน อีกทั้งในจำนวนผู้ถูกร้องทั้ง 77 รายตามมติของ กกต. ก็ไม่ใช่เหตุผูกมัดให้คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษต้องดำเนินคดีอาญาอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. จำนวน 77 รายเท่านั้น เพราะคณะพนักงานสอบสวนจะต้องดูพฤติการณ์ พยานหลักฐาน และเส้นทางการเงินเป็นหลัก ว่าใครบ้างที่มีพฤติการณ์อั้งยี่ ใครบ้างมีพฤติการณ์ฟอกเงิน

 

ทั้งนี้ กรณีที่มีการจับตาว่าในสำนวนของดีเอสไอที่ส่งฟ้อง ไปยังพนักงานอัยการคดีพิเศษก่อนหน้านี้ ก่อนถูกอัยการคดีพิเศษตีกลับสำนวนให้สอบสวนเพิ่มเติม ดีเอสไอและอัยการ สำนักงานการสอบสวน ในฐานะคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้สั่งฟ้องผู้ต้องหา 8 ราย คือ 1.น.ส.นิสิตา หมั่นชัย 2.นายสุบิน ศักดา 3.นายวรพจน์ ตั้งพันธุ์เพียร 4.น.ส.อัจฉราพรรณ หอมรส 5.นายวงศกร ชนะกิจ 6.น.ส.มาเรีย เผ่าประธาน 7.นางผกามาศ ไทยนุกูล 8.นายเลิศศักดิ์ ปนกลิ่น แต่เมื่อมาเทียบดูกับรายชื่อที่ กกต. ส่งฟ้องศาลฎีกาฯ ในจำนวน 77 รายนั้น ตรงกับรายชื่อของดีเอสไอที่สั่งฟ้องอัยการคดีพิเศษในคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. เพียง 6 ราย

 

โดยมี 2 รายที่ไม่ถูก กกต. มีมติส่งฟ้องศาลฎีกาฯ คือ นางผกามาศ ไทยนุกูล และนายเลิศศักดิ์ ปนกลิ่น ฉะนั้น คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ อั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ก็ต้องพิจารณาในส่วนของผู้ต้องหา 2 รายนี้อีกครั้งว่าจะมีการดำเนินคดีด้วยหรือไม่ เพราะมติในการสั่งฟ้องครั้งแรกมีการดำเนินคดีต่อผู้ต้องหา 2 รายนี้ไปแล้ว แต่หากจะยึดเอาเพียงตัวเลข 77 รายตามมติของ กกต. ก็จะเป็นปัญหาว่าแล้วการสั่งฟ้องในครั้งแรกจะทำอย่างไร และก็ต้องรับฟังความเห็นของพนักงานอัยการที่ร่วมสอบสวนด้วย

 

DSI ลุยต่อไม่รอ กกต. จ่อถกอัยการสิ้นเดือน ก.ย.นี้ เดินหน้าคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว.

 

รายงานภายในจากคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ เผยอีกว่า สำหรับการทำสำนวนสอบสวนคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ที่ผ่านมา พนักงานสอบสวนได้มีการทำหนังสือถึง กกต. มาตลอด เพื่อสอบถามว่า จะนำเอาหลักฐานทางคดีของดีเอสไอไปประกอบในสำนวนทั้งหมดหรือไม่ แต่ปรากฏว่า กกต. มีมติไม่รับไว้ และเมื่อดีเอสไอพยายามขอสำนวนของ กกต. ก็กลับไม่มีการให้มาทางดีเอสไอเช่นเดียวกัน รวมถึงกรณีที่ดีเอสไอขอเอกสารเกี่ยวกับการรับเงินเดือนของกลุ่มผู้ช่วย สว. ผู้เชี่ยวชาญ และที่ปรึกษาประจำตัวสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ทั้ง 138 สว.ตัวจริง

 

เนื่องด้วยจากรายงานการสืบสวนสอบสวน และพยานหลักฐานเกี่ยวกับเส้นทางการเงิน พบว่ามีเส้นทางการเงินของคนใกล้ชิด สว. เหล่านี้ไปเชื่อมโยงกับกลุ่มคณะบุคคลที่อยู่ในขบวนการจัดฮั้วระดับประเทศ จึงต้องประสานเอกสารจากวุฒิสภา แต่จนถึงปัจจุบันนี้ สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ก็ไม่เคยส่งเอกสารให้ดีเอสไอ โดยอ้างว่าติดปัญหาเรื่องการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตาม พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 หรือ PDPA แม้ดีเอสไอได้ทำหนังสือตอบกลับว่ากฎหมาย PDPA ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องการดำเนินคดีอาญาก็ตาม หรือแม้กระทั่งสำนักงาน ปปง. ทางคณะพนักงานสอบสวนได้ส่งเอกสารขอเส้นทางการเงิน เลขที่บัญชีธนาคารกับทางสำนักงาน ปปง. แต่ก็ยังไม่ได้รับความร่วมมือนาน 1 ปี

 

รายงานภายในคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ เผยต่อว่า กรณีที่ กกต. ออกมาแถลงว่า ขาดซึ่งพยานหลักฐานส่วนใดก็ตามในคดีฮั้ว สว. ทำให้ต้องมีมติไม่ฟ้องบุคคลรายนั้น ๆ มันก็เนื่องมาจากการที่ดีเอสไอพยายามส่งหลักฐานให้ กกต. แต่ทาง กกต. มีมติไม่รับหลักฐานไว้ มันก็ทำให้ขาดซึ่งพยานหลักฐานได้ หรือแม้กระทั่งในส่วนของคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง คณะที่ 26 ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ กกต. และดีเอสไอเป็นพนักงานสืบสวนสอบสวนร่วมกัน ก็ยังไม่ได้รับเอาหลักฐานครบทุกรายการจากคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. จึงต้องย้ำว่า พยานหลักฐานในสำนวนของคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. กับพยานหลักฐานในสำนวนของคณะอนุกรรมการฯ คณะที่ 26 ก็ยังมีความแตกต่างกัน โดยเฉพาะในการกลับคำให้การของพยานรหัสที่ 16 (นายเอกราช ช่างเหลา)

 

เหตุใด กกต. จึงไม่พูดว่าในชั้นการสอบปากคำพยานนายเอกราช ได้มีการจัดเจ้าหน้าที่ 2 ชุดในห้องทำงานห้องเดียวกัน คือ คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ อั้งยี่-ฟอกเงิน สว. และคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง คณะที่ 26 ร่วมสอบปากคำและบันทึกคำให้การพร้อมกัน เพียงแค่จัดพิมพ์คนละชุดกันเท่านั้น และยังมีอัยการร่วมสอบสวนด้วย ซึ่งพนักงานอัยการจะถือเป็นพยานในเหตุการณ์ เพราะพนักงานอัยการจะเห็นเลยว่า นายเอกราช ช่างเหลา ในตอนให้ปากคำ ก็มีการให้ปากคำปกติ สีหน้าท่าทางอากัปกิริยาปกติทุกประการ ไม่มีการถูกข่มขู่คุกคามเพื่อให้พยานให้การเท็จแต่อย่างใด จึงเป็นไปไม่ได้ที่พยานจะถูกบังคับ

 

ส่วนกรณีที่นายเอกราชมากลับคำให้การภายหลังนั้น นายเอกราชก็ไม่เคยเดินทางเข้าพบคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ และคณะอนุกรรมการฯ คณะที่ 26 เพื่อขอให้บันทึกการกลับคำให้การเลย แต่กลับไปส่งเป็นหนังสือจดหมาย 1 ฉบับ แจ้งแก้ไขคำให้การไปยังประธานกรรมการการเลือกตั้งแทน

 

รายงานภายในจากคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ เผยด้วยว่า ตอนนี้สังคมต่างตั้งคำถามว่า หากนายเอกราช ช่างเหลา มีพฤติการณ์กลับคำให้การจริง ๆ ในฐานะพนักงานสอบสวน ควรแจ้งความดำเนินคดีฐานให้การเท็จเข้าสู่สำนวนหรือไม่

 

ตามหลักการแล้ว คำให้การใดเป็นจริงหรือเท็จ มันจะไปปรากฏในการสืบชั้นศาล เพราะการสืบชั้นศาล อัยการจะถามเลยว่า “คุณได้ให้การสองครั้ง คุณต้องยืนยันมาว่าอันไหนจริง อันไหนเท็จ” นี่คือหลักการการสืบชั้นศาล เพราะถ้าอัยการไม่ถามคำให้การของครั้งที่พยานให้การไว้ แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าสิ่งไหนจริง สิ่งไหนเท็จ เพื่อที่จะเห็นได้เลยว่า ท้ายสุดพยานจะกลับคำให้การในชั้นศาลหรือไม่ เช่น หากพยานบอกว่า “ในคำให้การชั้นพนักงานสอบสวนเป็นเท็จ” มันก็จะนำไปสู่การดำเนินคดีความผิดฐานให้การเท็จต่อพนักงานสอบสวนได้

 

แต่ถ้าพยานบอกว่า “คำให้การในชั้นพนักงานสอบสวนเป็นจริง แต่ที่เบิกความในชั้นศาลเป็นเท็จ” ก็จะเป็นความผิดในอีกมาตรา คือ ฐานเบิกความเท็จต่อศาลตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 นี่จึงเป็นเหตุผลว่า ในชั้นการสืบชั้นศาล จะเห็นข้อเท็จจริงมากกว่า

 

รายงานภายในคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ เผยเพิ่มเติมว่า ส่วนกรณีว่าในสำนวนคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ของดีเอสไอ จะสามารถดำเนินคดีอาญาต่อกลุ่มกรรมการบริหารพรรค ผู้มีตำแหน่งทางการเมือง หรือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ที่ถูกปัดตกจากสำนวนและมติของ กกต. ได้หรือไม่นั้น เรื่องนี้พิสูจน์ได้จากพยานหลักฐานเท่านั้น ถ้ามีความเชื่อมโยงไปถึงบุคคลใด คณะพนักงานสอบสวนก็ต้องพิจารณาดำเนินคดีแจ้งข้อกล่าวหาเช่นเดียวกัน แม้บุคคลนั้นจะไม่ถูกมติวินิจฉัยชี้ขาดของ กกต. ในข้อกล่าวหาที่ 1 และ ข้อกล่าวหาที่ 2 ก็ตาม

 

มีรายงานข่าวระบุด้วยว่า พฤติกรรมส่อพิรุธของ กกต. คือ การปฏิเสธไม่รับหลักฐานจากดีเอสไอ ไม่ว่าจะเป็นภาพกล้องวงจรปิดของรถบุคคลสำคัญต่าง ๆ ที่ขับเข้าไปในโรงแรมที่เกี่ยวข้องในขบวนการจัดฮั้ว สว. เรื่องพิกัดการใช้งานโทรศัพท์มือถือ และยังมีพฤติกรรมของคนบางกลุ่มในฝ่ายการเมืองที่มีการบีบคั้นกดดันสั่งเบรกไปยังสำนักงานที่เกี่ยวข้องกับการให้เอกสารและข้อมูลเกี่ยวกับการเงินมายังดีเอสไอ

 

ข่าวล่าสุด