พร้อมยอมรับว่า ตัวเองไม่มีทางออกเนื่องจาก 2 คน ที่เอาเงินมาวางไว้ ไม่ยอมเอากลับ ซึ่งตามจริง ตนควรจะนำไปให้ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) แต่คิดว่าไม่มีประโยชน์ จึงนำไปบริจาค เพราะไม่กล้าใช้ ยิ่งหากได้เงิน 10 ล้านบาทจริงตามที่ทนายตั้มอ้าง ตนจะแบ่งเก็บ และบริจาคก็ได้ แต่ตัวเองมีทรัพย์สินมากกว่าที่ได้รับมาเยอะ และยินดีให้สังคมตัดสินว่า ตัวเองเป็นอย่างไรกับการนำเงินสีเทาไปบริจาค เพราะตนมักพูดเสมอว่า ตัวเองไม่ใช่คนดี
นายชูวิทย์ ยังถามถึงทนายษิทราว่า รับงานมาจากใคร ยอมรับว่า มีบางเรื่องที่กล่าวหามานั้น มีทั้งถูก และผิด ซึ่งไม่ทราบเหตุผลที่ ทนายตั้ม ต้องออกมาพูดในครั้งนี้ พร้อมตอบคำถามที่ว่า ทำไมตนถึงไม่แฉเรื่องนายแทนไท ยอมรับว่า ตัวเองมีข้อมูลเขาน้อยมาก จึงไม่นำมาแฉ
รวมถึงหลังจากนี้ ตนไม่ยอมรับนายเปาเป็นหลาน เพราะถือว่าเนรคุณ ซึ่งปัจจุบันตนไม่เคยได้พบ หรือติดต่อกันอีก และตนก็ทราบภายหลังว่า นายเปา ถือหุ้นลาลิซ่าอาบอบนวด ที่มีเสี่ยกำพล ร่วมกับสารวัตรซัวร์ เป็นเจ้าของ
อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากที่ตนมาแฉเรื่องธุรกิจสีเทา มีกลุ่มคนที่ทำธุรกิจสีเทา พยายามจะเข้ามาพบ หรือหารือตนเสมอ และเสนอเงิน แต่ตนไม่เคยรับเงินจากลุ่มไหนเลย ยกเว้นที่ 2 นายตำรวจ เอามาวางไว้ให้ ซึ่งเป็นเหตุจำใจที่ต้องรับ ส่วนนายแทนไท มาพร้อมกับนายตำรวจที่ตนรู้จัก จึงได้เจอตัวเป็นๆ พร้อมยืนยันว่า ไม่เคยพบ หรือแม้แต่จะโทรศัพท์คุยกับสารวัตรซัว
ฝากถึงทนายตั้มด้วยว่า หากมีหลักฐานอื่นก็ยินดีให้เปิดเผย ยอมรับว่าไม่โกรธ เพียงแต่สงสัยว่า จู่ๆ ก็มาทิ่มแทงตนในเวลานี้ หากได้คุยกับตน หรือเข้ามาหารือกัน ก็สามารถชี้แจงได้ และในอนาคต หากทนายตั้มสนใจอยากร่วมแฉโครงการทุจริตรถไฟฟ้ากับตนก็ยินดี แต่ต้องเป็นประโยนช์ต่อประชาชนส่วนใหญ่