กิจกรรมการลงพื้นที่ในลักษณะตรวจราชการกลมกลืนไปกับหาเสียงเรียกแต้มทางการเมือง ไม่ว่าเป็นการจัดประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่ หรือ "ครม.สัญจร" ล้วนเกิดขึ้นในสมัย"นายทักษิณ" จนหลายรัฐบาลเดินตามรอย แม้แต่รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ ก็ใช้แนวทางนี้
ยุคนั้น ยังมีดำริให้จัดโครงการ "ทัวร์นกขมิ้น" ค่ำไหนนอนนั้น โดย"นายทักษิณ"จัดกิจกรรมเดินทางไปต่างจังหวัด กำหนดพิกัดพื้นที่ตามข้อมูลสภาพัฒน์ที่ประสบภาวะความยากจน อย่างเช่น "อำเภออาจสามารถ" จ.ร้อยเอ็ด ถึงขนาด "นายทักษิณ" นั่งพื้นเสื่อ จกข้าวเหนียว ส้มตำ ไก่ย่าง ร่วมสนทนาชาวบ้านอย่างเป็นกันเอง โดยมีการยกให้เป็น "อาจสามารถโมเดล" สร้างความฮือฮากันมาแล้ว
หรือครั้งหนึ่ง ในช่วงการติดตามความคืบหน้าโครงการสร้างสนามบินสุวรรณภูมิ ที่ยืดเยื้อมาหลายรัฐบาล มาถึงยุค"นายทักษิณ" เป็นนายกฯ ถึงขนาด จัดกิจกรรมค้างแรม เกาะติดความคืบหน้าในการก่อสร้าง จนมีภาพ "นายทักษิณ" นุ่งผ้าขาวม้า ถือขัน หยิบแปรงสีฟัน อาบน้ำ เพื่อหวังสะท้อนภาพความเป็นผู้นำที่แข็งขันจริงจัง ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
การจัดกิจกรรมลักษณะนี้ ไม่ใช่แค่ที่นี่เท่านั้น เมื่อมีสถานการณ์ในพื้นที่เป็นกระแสข่าวสำคัญ ทีมงานของผู้นำประเทศจะวางกำหนดการในลักษณะไปนอนค้างแรม อย่างเช่น ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้
อย่างที่กล่าว บทบาทผู้นำที่สามารถเป็นทั้งคนขับรถอีแต๋น เป็นทั้งพ่อครัวผัดข้าว เป็นทั้งคนขับรถแท็กซี่ ขับเรือ ขี่ควาย พี่น้องประชาชนอยากให้ทำอะไรสามารถปรับตัวปฏิบัติได้ทุกบทบาท ในช่วงฤดูกาลเลือกตั้งแบบนี้ ซึ่งก็ดำเนินรอยตามกันมาจากรุ่นสู่รุ่น
แต่สำหรับรัฐบาล "พล.อ.ประยุทธ์" ที่เริ่มต้นเป็นผู้นำประเทศ จากการรัฐประหาร การปรับตัวให้เข้าถึงหัวใจประชาชนท่ามกลางสถานการณ์ความเห็นต่าง แตกแยก ในช่วงแรกๆ พล.อ.ประยุทธ์ จึงมีภาพชัดในบทบาทของความเป็นผู้นำทหาร มากกว่าการเป็นผู้นำของประชาชน