2.ค่าโดยสาร 14+2x ที่จะมีการเก็บค่าแรกเข้า 14 บาท ร่วมกับค่าโดยสารเฉลี่ยสถานีละ 2 บาท ซึ่งตรงนี้จะมีการปรับใช้สำหรับส่วนต่อขยายที่ 1 และ 2 รวมกันในอนาคต ซึ่งค่าโดยสารสูงสุดที่ผู้โดยสารต้องจ่ายอยู่ที่ 59 บาทเช่นกัน
โดยทั้ง 2 สูตรนั้น จะทำให้กทม.มีรายได้จากการเก็บค่าโดยสารใกล้เคียงกัน สูตรที่ 2 ราว 1.67 พันล้านบาท สูตรที่ 1 ราว 1.65 พันล้านบาท ต่างกันราว 20-30 ล้านบาท
สำหรับการดำเนินการหลังจากนี้ หากมีการบรรจุเป็นวาระการประชุมหารือกับทาง ส.ก. เพื่อตั้งงบประมาณอุดหนุนแล้วเสร็จ กทม. จะทำเรื่องแจ้งผู้เดินรถ คาดว่าคงใช้เวลาราว 3-4 สัปดาห์ในการปรับระบบการเก็บค่าโดยสารหลังบ้าน
นอกจากนี้"นายชัชชาติ" ระบุว่า แนวคิดตอนนี้ คือคงต้องหารายได้ส่วนอื่นที่ไม่ใช่ค่าโดยสารเพิ่ม เช่น ค่าโฆษณาบนตัวขบวนรถไฟฟ้าหรือตามร้านขายของในส่วนต่อขยายที่ 2
"มองว่าถ้าเก็บ ผมได้คะแนนนิยมเพิ่ม เพราะคนส่วนใหญ่ไม่ได้นั่งรถส่วนต่อขยาย ตอนนี้เราเอาเงินของคนทั้งกรุงเทพราว 5 ล้านคนไปจ่ายชดเชยให้กับคนนั่งรถส่วนต่อขยายราว 1.6 แสนคนอยู่ เงินที่จะเอาไปช่วยค่าอาหารกลางวันเด็ก ผู้สูงอายุ หรือระบบสาธารณสุข สุดท้ายก็ต้องไหลไปชดเชยค่ารถไฟฟ้า ถ้าเราทำจริงๆ ก็จะเหลือเงินไว้ช่วยประชาชนในส่วนอื่นด้วยซ้ำ ไม่ต้องไปกังวลเรื่องคะแนนเสียงหรอก เป็นเรื่องความยุติธรรมและความถูกต้องมากกว่า" นายชัชชาติ กล่าว