svasdssvasds
เนชั่นทีวี

การเมือง

เปิดถ้อยแถลง ญัตติฉบับเต็มของผู้นำฝ่ายค้าน ศึก"อภิปรายไม่ไว้วางใจ"

เปิดคำอภิปราย ญัตติฉบับเต็ม โดย “หมอชลน่าน” ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรขอเปิด"อภิปรายไม่ไว้วางใจ"รัฐมนตรีเป็นรายบุคคล

 

การเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล หรือ "ศึกซักฟอกรัฐบาล"  ซึ่งเปิดอภิปรายวันนี้เป็นวันแรก โดยจะใช้ระยะเวลาในการอภิปราย 4 ก่อนก่อนะจะมีการลงมติไม่ไว้วางใจในวันที่ 22 ก.ค. นี้ 

 

สำหรับคำกล่าวเปิดญัตติฉบับเต็มโดย "ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร" 

ในขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล มีดังนี้

 

นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว  หัวหน้าพรรคเพื่อไทยและผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

 

กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพพี่น้องประชาชน และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้ทรงเกียรติ

 

ผมนายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน พรรคเพื่อไทย ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรจากที่พรรคร่วมฝ่ายค้าน ร่วมกันยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ซึ่งญัตตินี้ได้ยื่นต่อท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 15 มิถุนายนผ่านมา ผมขอกล่าวสาระสำคัญในญัตติดังนี้

 

 

สิ่งที่ผมจะกล่าวต่อไปนี้ คือ ความเจ็บปวดและความทุกข์ยากของพี่น้องประชาชน ที่ถูกกระทำซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตลอดระยะเวลา 8 ปีที่บุคคลชื่อพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา  ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยความปรารถนาในอำนาจ ความอยากอยู่ในตำแหน่งไปตลอดกาลของนายกฯ คนนี้ ที่เมื่อเร็วๆ นี้ นายกฯ คนนี้สำแดงความมั่นใจ ความภาคภูมิใจ กล้าออกมาป่าวประกาศสิ่งที่ตนเองเข้าใจว่าเป็นวิสัยทัศน์ แต่ขอเรียนว่า ประชาชนทั้งประเทศเขารู้ เขาเห็น ว่ามันเป็นเพียงการประจานตนเองของท่านเท่านั้น

 

พลเอกประยุทธ์ ท่านกล้ายอมรับความจริงอย่างที่ "วิสัยของภาวะผู้นำที่แท้จริง" เขาควรจะมีกันหรือไม่ว่าการบริหารแบบคุยโวที่ผ่านมาทั้งหมดตลอด 8 ปี คือ ความบกพร่อง ผิดพลาด ล้มเหลวของตัวท่านเองแต่เพียงผู้เดียว  และความสิ้นหวังที่เกิดขึ้นกับพี่น้องประชาชนในขณะนี้ มันยากเกินความสามารถ เกินสติปัญญาของท่านที่จะแก้ไข ซึ่งท่านไม่ควรดันทุรังบริหารประเทศต่อไปอีกแล้ว

 

 

 

สิ่งที่ผมพูดเกริ่นข้างต้นนี้ ผมคาดหวังจะเห็นจากนายกรัฐมนตรีคนนี้ ตระหนักถึงจิตสำนึกความเป็นมนุษย์ การรู้ผิดชอบชั่วดี ว่าตนนั้นไร้ศักยภาพ ไร้ความสามารถโดยสิ้นเชิงในการบริหารจัดการแก้ปัญหาให้แก่ประเทศชาติ และประชาชน ผมคาดหวังว่าอาจถึงเวลาแล้วที่จะเกิดความสำนึกรู้ว่าตนควรจะยุติบทบาทนายกรัฐมนตรี ก่อนที่ประวัติศาสตร์จะจารึกถึงความล่มสลายที่ท่านได้ก่อขึ้น

 

นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว  หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

 

แต่...สิ่งเหล่านี้ จะเกิดขึ้นหรือไม่? ...พวกเราคงต้องติดตาม ดูภาวะผู้นำของนายกฯ คนนี้ กันต่อไป 

 

ท่านประธานฯ ที่เคารพ สิ่งที่จะเกิดขึ้นตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป ผมและผู้อภิปรายจากพรรคร่วมฝ่ายค้านทุกคน ยืนยันจะทำหน้าที่ในฐานะตัวแทนของประชาชนคนไทย นำความล้มเหลว บกพร่องที่นายกฯ คนนี้ และพวกพ้อง ได้กระทำจนก่อความเสียหายอย่างมหาศาล อย่างไม่น่าให้อภัย มาบอกกล่าวให้ท่านประธานฯ  พี่น้องประชาชน และสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติ ได้รับรู้

 

ถึงเวลาแล้วที่ความจริงทุกความจริงต้องถูกเปิดเผย ความเสียหายที่สร้างไว้ต้องถูกตีแผ่ ทุกความผิดพลาด บกพร่อง ล้มเหลว การก่อทุจริตต้องถูกเปิดโปง และนำไปสู่การดำเนินคดีในกระบวนการยุติธรรม นำคนผิดมาลงโทษ เราจะร่วมกันตัดวงจรอุบาทว์  "เห็บที่สูบเลือดประเทศเพื่อความอิ่มเอมของตนและพวกพ้อง จะต้องถูกกำจัด"

 

ท่านประธานฯ ที่เคารพ ...พรรคร่วมฝ่ายค้านจะขอใช้เวลาทั้งสิ้น 4 วัน 45 ชั่วโมงอย่างคุ้มค่าทุกวินาที เพื่อหยุดสิ่งเลวร้ายเหล่านี้ หยุดการทำลายชาติ โดยพวกเราจะชี้แจงด้วยเหตุผลหลักการ และหลักฐาน เพื่อชี้ให้สภาแห่งนี้เห็นถึงภัยร้ายที่เกิดขึ้นมาตลอด 8 ปี และเราหวังเป็นอย่างยิ่งว่า สิ่งที่พวกเราได้ทุ่มเททำงานอย่างหนักหน่วงเพื่อการอภิปรายไม่ไว้วางใจในครั้งนี้ จะทำให้ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติโดยเฉพาะพรรคร่วมรัฐบาล ได้ตระหนักถึงความจริงที่ว่า

 

"นั่งร้าน" ที่พวกท่านพยายามค้อมหัวยอมเป็น ให้กับรัฐบาลนี้ ได้สร้างความเสียหายให้กับประเทศอย่างใหญ่หลวง และถึงเวลาแล้ว ที่พวกเราจะร่วมมือกันยุติความเสียหายเหล่านี้ และเริ่มต้นใหม่กับรัฐบาลที่มาจากเสียงของประชาชนอย่างแท้จริง

 

การอภิปรายไม่ไว้วางใจของท่านสมาชิกพรรคร่วมฝ่ายค้านต่อจากนี้ จะเจาะลึกความพินาศล้มเหลว 6 ด้านสำคัญ ซึ่งมีกรอบโดยสังเขป ดังนี้

(1.ผู้นำแห่งความพินาศ ล้มเหลว)

ประการที่หนึ่ง ผู้นำแห่งความพินาศ ล้มเหลว ...มาเปลือยตัวตนของนายกฯ คนนี้ กันครับ

“ผู้นำที่ไร้ความชอบธรรม”  จนถึงวันนี้ ประชาชนทั้งแผ่นดินรู้ ทั่วโลกรู้ ...หรือว่า

 

ไปแล้ว อาจมีแต่เจ้าตัวเท่านั้นที่ไม่รู้ หรือลืมไปแล้วว่า ตนเองนั้น “มีที่มาอย่างไร” ...นั่นจึงทำให้โลกได้เห็น ได้ขบขัน ที่เห็นนายกฯ คนนี้พยายาม “สวมหน้ากากประชาธิปไตย” ออกไปหลอกลวงโลก หลอกลวงประชาชน และที่หนักหนาสาหัสที่สุดคือ “หลอกตัวเอง” จนเชื่อไปแล้วว่าตนนั้นมาจากประชาชน

 

พลเอกประยุทธ์และพวก มีที่มาไร้ความชอบธรรม อย่างสิ้นเชิง เข้าสู่อำนาจด้วยการรัฐประหารรัฐบาลที่มาจากประชาชน นั่นคือ การปล้นอำนาจของประชาชนทั้งประเทศ ซึ่งเป็นอำนาจสูงสุดของประเทศนี้ ผลักดันตนเองเข้ามาเป็นรัฐบาลเถื่อน ฉีกรัฐธรรมนูญกฎหมายสูงสุดของประเทศ และยังรักษาอำนาจด้วย กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญที่น่าอดสูใจอย่างยิ่ง เขียนรัฐธรรมนูญเพื่อสร้าง "กองกำลังในสภา" ให้ซ้ายหันขวาหัน โหวตรักษาอำนาจให้ตนได้ตามอำเภอใจ จนรัฐบาลเถื่อนของตนนั้นอยู่รอด สร้างความล่มสลายให้ประเทศต่อเนื่องยาวนานเกือบ 8 ปี ยอมรับเถิดครับว่า รัฐธรรมนูญปี 60 ที่เกิดจากนิติบริกรที่พลเอกประยุทธ์เลือกเข้ามาจัดทำรัฐธรรมนูญ จนได้ดั่งใจนั้น เป็นรัฐธรรมนูญที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติ ดึงประเทศถอยหลังนับสิบๆ ปี และเป็นมะเร็งร้ายบ่อนทำลายระบอบการเมืองไทย ทำลายประเทศ และอนาคตของลูกหลานของเรา ...ทั้งหมด เป็นเพียงเพราะความอยากอยู่ต่อในอำนาจของพลเอกประยุทธ์อย่างไร้สำนึก ไร้ความชอบธรรม โดยไม่ใส่ใจต่อความพินาศของเศรษฐกิจสังคม...เท่านั้นเองจริงๆ ..."นำไร้ความสามารถ"

 

นพ.ชลน่าน  ศรีแก้ว  หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

 

เป็นที่ประจักษ์ชัดว่า พลเอกประยุทธ์นั้นไร้ความสามารถ ไม่มีความเหมาะสมโดยสิ้นเชิงในการเป็นผู้นำประเทศ โดยเฉพาะเมื่อประเทศตกอยู่ในภาวะวิกฤตนานาประการ ทั้งวิกฤตเศรษฐกิจที่ทำลายชีวิต ความหวังของประชาชน มหาวิกฤตโรคระบาดที่ประชาชนทุกระดับชั้นต้องเผชิญ ตลอดสามปีที่ผ่านมา ซึ่งทำลายประสิทธิภาพของระบบสาธารณสุข ทำลายและเพิกเฉยต่อการบริหารกลไกของระบบเศรษฐกิจ ละเลยต่อการจัดการความเหลื่อมล้ำของระบบสังคมของประเทศ ที่สำคัญยังหลับหูหลับตาต่อขบวนการแย่งชิงผลประโยชน์ กระทำการทุจริตท่ามกลางโรคระบาดที่ทำลายชีวิตประชาชน

 

แล้วพลเอกประยุทธ์ทำอะไรกับวิกฤตเหล่านี้?...

 

เมื่อประเทศเผชิญวิกฤตทุกด้านเช่นนี้ ผู้นำที่พร้อมด้วยความสามารถและศักยภาพทางภูมิปัญญาต้องเผชิญปัญหาร่วมกับประชาชน ใช้อำนาจสูงสุดที่ตนถืออยู่ ควบคุม สั่งการแก้ปัญหาโดยเร็ว เพื่อยุติความทุกข์ ลดความเดือดร้อน ลดความยากลำบากให้แก่พี่น้องประชาชน นั่นคือวิถีแห่งผู้นำ แต่บุคคลที่เป็นผู้นำคนนี้ คือ ผู้นำที่เต็มพร้อมไปด้วยความไม่รู้ไม่เห็น เพิกเฉย  สับสน ผิดพลาด บกพร่องซ้ำซาก เพราะอะไร? ก็เพราะพลเอกประยุทธ์ "ไม่ใช่ผู้นำที่เหมาะสมกับประเทศที่กำลังเผชิญวิกฤตหนักหน่วงอย่างเช่นประเทศไทย" (ยังถือเป็นความปราณีของผม ที่ยังให้ท่านเป็นผู้นำ แต่จะเป็นผู้นำที่ไหนนั้น ขอให้ไปพิจารณาตัวเอง)

 

หรือพูดให้ชัดเจน คือ พลเอกประยุทธ์นั้นไร้ศักยภาพในการบริหารประเทศ เป็นบุคคลที่มีแต่ความอยากกระหายในอำนาจ แต่ไร้ซึ่งความสามารถ ซึ่งได้พิสูจน์มาตลอด 8 ปีแล้วว่าท่านไร้คุณสมบัติและไม่อาจไปต่อได้ การบริหารประเทศในภาวะวิกฤตจากหลายสถานการณ์ที่พลเอกประยุทธ์ตัดสินใจ กลับไปกลับมา ออกมาตรการ ที่ไม่ได้คิดรอบด้าน จนต้องมายกเลิกในหลายๆ ครั้ง สร้างความสับสนและความเสียหายอย่างใหญ่หลวง โดยเฉพาะการบริหารวิกฤตโควิด "ผู้นำที่ขาดวิสัยทัศน์"

 

นายกฯ คนนี้ ได้สั่งสมความเชื่อมั่นผิดๆ สะกดจิตทางความคิด ความเชื่อของตนเองไปเสียแล้วว่า   ตนนั้นเป็นผู้นำประเทศที่มีอำนาจสูงสุด หยั่งรู้กิจการงานแผ่นดินทุกประการ เมื่อเป็นผู้นำที่หลงตนเองเช่นนี้ผลกระทบจึงเกิดกับประชาชนอย่างใหญ่หลวง ...ตัวอย่างที่ชัดเจนประการหนึ่ง เราจึงได้เห็นนายกฯ คนนี้ บังอาจตั้งตนเองเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ตำแหน่งใหญ่โตเกินความสามารถของตนเอง...เมื่อด้อยความรู้ จึงคอยแต่อาศัยผู้ใต้บังคับบัญชารายงาน และตนก็แค่ "ใช้ปากบริหารประเทศ" ...การแก้ปัญหาเศรษฐกิจจึงหลงทิศหลงทาง ไม่บังเกิดผลแก้ปัญหาได้จริง ครั้นจะไปชักชวนกูรู ผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจในประเทศซึ่งมีอยู่มากมาย มาช่วยเสริมทีม ก็หาได้น้อยนัก  เพราะไม่มีใครเขาอยากจะร่วมหอลงโลงกับนายกฯ คนนี้  และเมื่อบ่อยครั้งที่หัวหน้าทีมเศรษฐกิจคนนี้แก้ปัญหาไม่ได้ ก็จงใจละเลยเพิกเฉยต่อปัญหาไปเสียเลย ปล่อยให้ประชาชนทุกหย่อมหญ้าผจญความเดือดร้อนลำบาก ธุรกิจภาคส่วนต่างๆ ล้มหายตายจาก หรือที่อยู่ก็แทบจะยืนระยะกันได้อีกไม่นาน

 

 

อย่างนี้แล้ว จึงไม่อาจเรียกว่านายกฯ คนนี้แค่ "ขาดวิสัยทัศน์" เท่านั้น แต่ควรเรียกว่า มีอาการเสพติดอำนาจ จนกระทั่ง "หลอนตัวเอง" เชื่อไปว่าตนนั้นทำได้ ทำเป็น จนประเทศพินาศ ล้มเหลวจนถึงวันนี้อีกตัวอย่างหนึ่งของการขาดวิสัยทัศน์ในการบริหารบุคลากรรอบตัว ซึ่งความจริงก็มีคนมีความรู้ความสามารถในแขนงต่างๆ อยู่มากมาย แต่เพราะชีวิตของพลเอกประยุทธ์อาจรู้จักแต่กองกำลังในค่ายทหาร จึงมักคัดเลือกบุคลากรที่คุ้นเคยเหล่านี้เข้ามาทำงานในด้านต่างๆ แบบผิดฝาผิดตัว

 

ยกตัวอย่างการตั้งศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด – 19 ก็กลับใช้วิธีคุ้นเคย คือไปยึดอำนาจจากกระทรวงสาธารณสุข มาให้หน่วยงานด้านความมั่นคงเข้ามาควบคุม รวมทั้งการแก้วิกฤตเรื่องพลังงาน และด้านอาหารก็เช่นกัน คณะกรรมการหลายชุดมีทหารเข้ามาเป็นผู้นำ ทั้งที่ความรู้ความสามารถไม่สอดคล้องต้องกัน ปัญหาต่างๆ จึงอยู่ในสภาพทรงตัว แก้ไขไม่ได้ และนายกฯ คนนี้ก็ขาดมุมมองในการประเมินผลติดตามแนวทางในการแก้ปัญหา บุคลากรรอบตัวก็ไม่ได้ใช้ความรู้ความสามารถอย่างที่ควรเป็น เพราะผู้นำไร้วิสัยทัศน์ ทัศนคติในการจัดการคับแคบ ยิ่งพาประเทศตกสู่หลุมดำที่ลึกมากขึ้น

 

พลเอกประยุทธ์ท่านทำให้ประเทศนี้เป็น "รัฐทหาร" ที่กะปลกกะเปลี้ย ...เหตุการณ์เครื่องบินรบของเพื่อนบ้านล้ำอธิปไตยไทย ...พลเอกประยุทธ์ก่อความผิดพลาด อย่างไรบ้าง...สมาชิกของพรรคร่วมฝ่ายค้านจะมาตีแผ่ให้ทุกท่านได้รับฟัง ...พลเอกประยุทธ์เป็นทหารมาทั้งชีวิต แต่ไร้จิตสำนึกในการปกป้องดินแดน อันเป็นหน้าที่หลักในฐานะรั้วของชาติ  ผลต่อเนื่องของการเป็น "ผู้นำที่ขาดวิสัยทัศน์" บ่อยครั้งนายกฯ คนนี้ และพวกพ้องได้กลายเป็นตัวตลกบนเวทีโลก เช่น COP26 APEC  สร้างความน่าอับอายให้กับประเทศชาติ โดยเฉพาะช่วงที่เป็นรัฐบาล คสช. พยายามสวมหน้ากากประชาธิปไตย แต่ไม่พ้นสายตาประชาคมโลกที่รู้เท่าทันรัฐบาลเผด็จการทหาร ทำให้การทำสนธิสัญญาระหว่างประเทศทางด้านการค้าต่างๆ ต่างหยุดชะงัก ประเทศถดถอย จนกระทั่งตามประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามไม่ทัน 

 

อีกทั้งนายกฯ คนนี้ยังเพิกเฉยต่อหลักนิติรัฐ นิติธรรม จนทำให้ประเทศถูกลดระดับความสัมพันธ์ นานาประเทศไม่คบค้า รวมทั้งการค้า การลงทุนถดถอยอย่างต่อเนื่อง สร้างความพินาศให้กับประเทศอย่างมากมาย โอกาสของประเทศในเวทีการค้าโลกถูกทำลายโดยผู้นำที่ไร้วิสัยทัศน์คนนี้ ผู้นำที่พินาศ ล้มเหลวคนนี้ ยังเป็นที่ประจักษ์ในเรื่องบุคลิกภาพที่มีปัญหา ทั้งต่อผู้ใต้บังคับบัญชา แต่ที่ให้อภัยไม่ได้คือ ต่อประชาชนที่เป็นเจ้าของประเทศ เจ้าของภาษีที่นำมาจ่ายเป็นเงินเดือนของท่าน หลายครั้งที่ผู้นำคนนี้ปฏิบัติต่อสื่อมวลชนอย่างไร้ความเคารพ การไร้ความสามารถในการควบคุมอารมณ์ ไม่สามารถจัดการกับความโกรธของตน สะท้อนภาพที่ไม่เพียงไร้วิสัยทัศน์ในภาวะผู้นำเท่านั้น หากยังสะท้อนบุคลิกภาพที่ไร้วุฒิภาวะอย่างไม่เหมาะสมอีกด้วยและทั้งหมดคือนายกฯ คนนี้ คนที่เป็นผู้นำที่สร้างความพินาศ ล้มเหลวให้กับประเทศ

 

(2 เศรษฐกิจพังพินาศ ล้มเหลว)

นายกฯ คนนี้ ได้ทำความผิดพลาด บกพร่องอย่างหนักหนาสาหัสในเรื่องเศรษฐกิจ ...จนกระทั่งทำให้ประเทศตกอยู่ในภาวะ...เศรษฐกิจพังพินาศ ล้มเหลว ในวันนี้ ก่อนอื่น เรามาฉายภาพสภาพปัญหาในวันนี้กันครับ...ประเทศไทยเมื่อ 8 ปีที่แล้วคือความหวัง และถูกจับตามองว่าเป็นหัวหอกของภูมิภาค โอกาสการค้าการลงทุนเฟื่องฟู เป็นเป้าหมายของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ สถานะความมั่นคงทางการคลังเข้มแข็ง การขาดดุลงบประมาณน้อยลงเป็นระยะ จนใกล้เข้าสู่งบประมาณสมดุล แต่มาวันนี้ ต้องยอมรับความจริงว่า...จากที่ 1 หรือ 2 ของอาเซียน วันนี้เราอยู่รั้งท้าย จากผู้นำกลายเป็นคนป่วยของภูมิภาค จากประเทศที่ดึงดูดการลงทุน กลายเป็นถูกย้ายฐานการผลิตออกไปจากประเทศเรา

 

 

สถานะทางการคลังวันนี้เข้าขั้นวิกฤต ซึ่งตลอดเวลาที่รัฐบาลพลเอกประยุทธ์อยู่ในอำนาจ ต้องกู้เพื่อชดเชย ภาวะขาดดุลชนเพดานแทบทุกปี ภาระหนี้ของภาครัฐพุ่งกระฉูดจนต้องขยายเพดานหนี้สาธารณะ ทำให้ทุกวันนี้ต้องจ่ายค่าดอกเบี้ยปีๆ หนึ่งเกือบ 2 แสนล้านบาท อันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (IMD) ตกลงถึง 5 อันดับในปีล่าสุด และมีแนวโน้มตกต่ำลงในระยะยาว ด้านสมรรถนะทางเศรษฐกิจตกรูด 13 อันดับ ด้านประสิทธิภาพของภาครัฐที่สะท้อนการทำงานของรัฐบาลตกต่ำลง 11 อันดับ

 

 

และความผิดพลาดจากมาตรการโควิดทำให้เศรษฐกิจไทยตกต่ำมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก และฟื้นตัวช้ารั้งท้ายประเทศต่างๆ ในโลกพี่น้องประชาชนวันนี้อยู่ในภาวะยากจนถึงขีดสุด สถิติการเพิ่มขึ้นของคนจนเพิ่มขึ้นมากสุดในประวัติศาสตร์ชาติ การตกงานของพี่น้องแรงงานในระบบสูงสุด ยังไม่นับรวมแรงงานนอกระบบที่ตกทุกข์ได้ยาก โดยปราศการดูแลจากภาครัฐ การว่างงานแฝงอีกจำนวนมากที่ค้างอยู่ในระดับสูง เมกาโปรเจ็คท์ : โครงสร้างพื้นฐานที่จะเป็นแหล่งจ้างงานใหญ่ ก็กลับล่าช้าไปหมด ทั้งที่อยู่มา 8 ปีแต่กลับไม่มีความสามารถผลักดันอะไรได้มากเลย

 

หนี้ภาคครัวเรือนสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติ เป็นยุคแห่งการ “จมหนี้” ทั้งรัฐ ทั้งประชาชน มาตรการภาครัฐที่ใช้เงินกู้ 1.5 ล้านล้านบาท ล้วนแต่ไม่สร้างประโยชน์ต่อประเทศ เต็มไปด้วยมาตรการระยะสั้นที่ประสิทธิภาพต่ำ  "แจกเงินแต่ไม่แจกงาน แจกรายได้" ทำลายสถิติค่าครองชีพสูงสุดจนเข้าสู่ยุค “จนทั้งแผ่นดิน แพงทั้งแผ่นดิน หนี้ทั้งแผ่นดิน” นอกจากนั้นยังปล่อยให้มีการผูกขาดของทุนขนาดใหญ่ขึ้นในหลายภาคธุรกิจ เกิดการกินรวบ ประโยชน์เพื่อนายทุน แต่ประชาชนเป็นผู้รับกรรมการจัดสรรงบประมาณกระจุกตัว โดยเฉพาะจังหวัดเป้าหมาย และจังหวัดบ้านของเจ้าของกระทรวงต่างๆ ซึ่งได้งบมหาศาลโดยเฉพาะงบสร้างถนน ใช้ภาษีประชาชนซื้อเสียงประชาชนล่วงหน้า ทั้งหมดนี้ แค่เพียงตัวอย่างความพินาศด้านเศรษฐกิจ ที่ถูกปู้ยี่ปู้ยำ จากความไร้ประสิทธิภาพของพลเอกประยุทธ์และพวก เอาประโยชน์เข้าตัวและพวกพ้อง เอาความจนยัดเยียดให้ประชาชนรับกรรม เป็นรัฐบาลที่เสวยสุขบนชีวิตของประชาชนที่แทบเหลือแต่ซากแล้วหน้าที่ของคนเป็นนายกรัฐมนตรี เขาทำอะไรต่อสภาพวิกฤตเหล่านี้?...สิ่งที่เราเห็นคือ...

 

 

นายกฯ คนนี้ เก่งแต่กู้เงิน แต่สร้างรายได้ให้ประเทศไม่เป็น เพราะตลอดชีวิตก็รับราชการ รับเงินเดือนประจำ จบจากชีวิตราชการ รัฐประหารจนได้เป็นใหญ่เป็นโต กินเงินเดือนประจำจากภาษีประชาชนอีกตั้งหลายปี อยู่บ้านหลวง ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าน้ำมันเบิกได้หมด ...เขาจึงไร้ทั้งความรู้และทักษะในการสร้างงาน สร้างรายได้ให้ประชาชน ทั้งๆ ที่รู้ว่าประเทศไทยพึ่งพาการส่งออก และรัฐบาลต้องหาตลาดให้คนไทย แต่ล้มเหลวอย่างไม่ควรให้อภัยในการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีหรือ FTA กับอียู และอังกฤษ โดยเฉพาะกับอียู 8 ปีแล้วไม่คืบหน้า สะท้อนการขาดวิสัยทัศน์ และความสามารถของผู้นำอย่างชัดเจนที่สุด นอกจากนั้นยังทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยลดลงอีกด้วย   ยกตัวอย่างเวียดนามที่มีข้อตกลง FTA กับหลายประเทศมากกว่าไทยมาก ทำให้เขามีตลาดกว้างกว่าไทยและดึงดูดการลงทุนทางตรง หรือ FDI จากต่างประเทศได้มาก ถ้านายกฯ ไม่มีความรู้ก็ถามภาคเอกชนของไทยดู

 

และแม้ขยันกู้ถึงขนาดนี้  เมื่อมีเงินกู้ก็ยังใช้เงินไม่เป็น ผิดวัตถุประสงค์ เราจึงเห็นการกู้มาแจก หมดก็กู้ใหม่ แจกใหม่ วนไปเช่นนี้บริหารเศรษฐกิจที่มีผลมาจากโรคระบาดโควิด -19 ก็ไร้ทิศ ผิดทาง ล่าช้าในการบริหารจัดการปัญหาเพราะมัวรอขบวนพวกพ้องแสวงหาประโยชน์กันก่อน จนก่อความเสียหายต่อเศรษฐกิจของประเทศอย่างมหาศาล การฟื้นตัวของประเทศทุกภาคส่วน โดยเฉพาะธุรกิจ SME รายเล็กรายน้อยของประชาชน เสียหายยับเยินจากการบริหารเศรษฐกิจที่ล้มเหลว ล่าช้าของนายกฯ คนนี้ ทำให้โอกาสจะกลับมาฟื้นตัวไม่ทันกับประเทศเพื่อนบ้าน 

 

บริหารผิดพลาด ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในการบริหารต้นทุนพลังงาน ทั้งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และเร็วๆ นี้ ประชาชนจะต้องเผชิญกับค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้น ซ้ำเติมปัญหาความเป็นอยู่ที่ทุกข์ยากมากอยู่แล้วภาวะเงินเฟ้อที่หนักหนามากขึ้น จะกระทบพี่น้องเกษตรกรมากที่สุด ทั้งราคาพืชผลตกต่ำ ราคาปัจจัยการผลิตจะพุ่งทะยานขึ้นเป็นเท่าตัว โลกใหม่หลังโควิด-19 จะเปลี่ยนโฉมหน้าไปอย่างมากมาย แต่ผมและประชาชนหมดหวังเสียแล้วกับนายกฯ คนนี้ ท่านคงไม่มีความสามารถพอที่จะเตรียมทักษะใหม่ๆ ให้กับแรงงานในชาติ เพื่อพร้อมรับการเปลี่ยนแปลง รวมทั้งการจัดการอย่างเหมาะสมกับจำนวนแรงงานข้ามชาติในประเทศ เพื่อจะรับมือให้พร้อมในการฟื้นเศรษฐกิจประเทศให้เท่าทันทิศทางของโลกใหม่

 

นี่เป็นเพียงความล้มเหลวในการบริหารเศรษฐกิจของพลเอกประยุทธ และพวก แล้ววันนี้ประชาชนจะเหลืออะไร  ประชาชน "สิ้นหวังกันทั้งแผ่นดิน" ไม่มีโอกาสที่จะฟื้นตัวได้อีกต่อไป คนไทยจะกลายเป็นหนี้ทวีคูณ ทบถมมากขึ้นเรื่อยๆ นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของนายกฯ คนนี้ที่ตั้งตนเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ พาประเทศพินาศ ล้มเหลวมาเกือบ 8 ปี และกำลังจะมาขอโอกาสบริหารเศรษฐกิจประเทศอีก ...ในลำดับต่อๆ ไป จะมีท่านสมาชิกของพรรคเพื่อไทย และพรรคร่วมฝ่ายค้าน อภิปรายขยายความให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น ซึ่งจะให้เห็นว่าเราไม่อาจให้โอกาสนายกฯ คนนี้บริหารประเทศต่อไปได้อีก

 

(3.สังคมพังพินาศ ล้มเหลว)

นายกฯ คนนี้ยังทำให้สังคมไทยพังพินาศ ล้มเหลวอย่างไม่มีที่สิ้นสุดจากรัฐที่ควรเป็นผู้เชื่อมประสานให้ความขัดแย้งในหมู่ประชาชนคลี่คลาย พลเอกประยุทธ์กลับทำตัวเองให้กลายมาเป็นคู่ขัดแย้งกับประชาชนเสียเอง ด้วยการแสดงออกถึงความเชื่อมั่นในเมล็ดพันธ์แห่งความขัดแย้ง คือ รัฐธรรมนูญ ปี 60 จากน้ำมือของพวกเนติบริกรรับใช้เผด็จการทหาร โดยพลเอกประยุทธ์ออกโรงสนับสนุนอย่างแข็งขันให้สร้างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ขึ้นมา...แล้วเช่นนี้ ความสงบจะเกิดขึ้นได้อย่างไรความขัดแย้งทางการเมืองได้บานปลายจนเข้าสู่ยุดมืด เกิดการคุกคามสิทธิเสรีภาพเยาวชน ประชาชนผู้เห็นต่าง ถูกปิดปาก ถูกทำลายด้วยวิธีการรุนแรงสกปรก เป็นยุคที่ความขัดแย้งที่ถูกกดทับอยู่ใต้พรมระเบิดตัวขึ้น เพราะต้นตอของปัญหาไม่ได้ถูกแก้ไข ...พลเอกประยุทธ์และพวก ดำเนินคดีกับเยาวชนคนรุ่นใหม่จำนวนมาก เพียงเพื่อยื้อยุดอำนาจของตน สังคมจึงก้าวเข้าสู่วิกฤตความขัดแย้งที่รุนแรงและหนักหน่วงขึ้นทุกขณะ

 

ความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยในวันนี้ โดยเฉพาะหัวใจสำคัญเรื่องการศึกษา ตลอด 8 ปีที่ผ่านมา นายกฯ คนนี้ละเลยในเรื่องนี้ เราจะเห็นได้จากการศึกษาไทยตกต่ำแบบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เด็กวัยเรียน IQ ต่ำกว่าค่ากลางมาตรฐานสากล,  EQ ต่ำกว่าเกณฑ์ปกติ,  O-NET เฉลี่ยต่ำในทุกกลุ่มสาระ,  PISA ต่ำกว่าประเทศคู่แข่งในระดับเดียวกัน, สถานศึกษาจำนวนมากตกเกณฑ์ประเมิน, ปัญหาหนี้สินครู การพัฒนาครู รวมถึงปัญหาเด็กหลุดจากการศึกษาเพราะโรคระบาด กลับถูกละเลย,  ความสามารถในการแข่งขันด้านการศึกษารั้งท้ายอยู่อันดับ 53 จาก 64 ประเทศ พบว่า ดัชนีการแข่งขันทางศึกษาระหว่างปี 2562 - 2565 เมื่อลำดับสถิติแล้ว จะเห็นว่าถดถอยลงไปเรื่อยๆ แล้วนายกฯคนนี้ได้ตอบสนองต่อปัญหานี้อย่างไร ไม่มีใครเห็นความพยายามในการแก้ปัญหาการศึกษาจากนายกฯคนนี้

 

พลเอกประยุทธ์และพวก เดินหน้าสร้างสังคมที่เหลื่อมล้ำอย่างไม่หยุดหย่อน เอื้อคนรวย ทำลายคนจน อุ้มพวกพ้องทำลายฝั่งตรงข้าม แบ่งชนชั้นคนรวยคนจนด้วยโอกาสที่ไม่เท่าเทียม ส่งต่อความยากจนจากรุ่นสู่รุ่นโดยไม่มีมาตรการแก้ไขปัญหายาเสพติด เป็นปัญหาใหญ่ที่กลับมาระบาดหนักในยุคของนายกฯ ที่ชื่อประยุทธ์ จันทร์โอชา  หลายครั้งที่มีข่าวใหญ่ในประเทศต่างๆ มีการบุกกุมยึดจับยาเสพติดตั้งแต่เฮโรอีน ยาไอซ์จำนวนมหาศาล เป็นข่าวดังไปทั่วโลก แต่เรากลับไม่พบข่าวใดๆ ในประเทศของเราที่นายกฯ อย่างพลเอกประยุทธ์จะสั่งการให้ติดตามขยายผลต้นตอการส่งออกที่ข่าวใหญ่ทุกสำนักระบุชัดเจนว่า มีต้นตอมาจากประเทศไทย /และในวันนี้ ในที่สุด ประเทศไทยผ่านกฎหมายกัญชาเสรี เราขอย้ำว่าเรามิได้ต่อต้านความหมายของกัญชาเพื่อการแพทย์  แต่รัฐบาลภายใต้การนำของพลเอกประยุทธ์กลับปล่อยให้กัญชาเสรี กลายเป็นนโยบายที่ไร้การคิดอย่างระมัดระวังผลกระทบอย่างรอบด้าน ขาดการให้การศึกษาการเตรียมความพร้อมแก่ประชาชน เสมือนจะเร่งเร้าให้เอื้อประโยชน์เฉพาะกลุ่มเฉพาะพวก โดยไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบต่อชีวิตประชาชน ลูกหลานอนาคตของชาติ ที่กำลังจะตกเป็นกลุ่มเสี่ยงและเกิดปัญหาสังคมขยายตัวอย่างน่าอันตราย...ฝ่ายค้านคงจะยอมให้พลเอกประยุทธ์และพวกทำเช่นนั้นไม่ได้

 

(4.สาธารณสุขพังพินาศ ล้มเหลว)

จุดตกต่ำอย่างที่สุดของระบบสาธารณสุขไทย เกิดขึ้นภายใต้การบริหารของพลเอกประยุทธ์และพวก ในช่วงการระบาดของโควิด-19 คนกลุ่มนี้ล้มเหลวโดยสิ้นเชิงในการบริหารงานในภาวะวิกฤตของประเทศ ในช่วงหนึ่ง ประเทศไทย เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจวันละกว่า 8,000 ล้านบาทจากการบริหาร และมาตรการล็อกดาวน์ที่ผิดพลาดในช่วงหนึ่ง ประเทศไทย ทุก 7 นาที มีคนตายจากการบริหารที่ผิดพลาดล้มเหลวในการสกัดกั้นการระบาด ประชาชนนอนตายข้างถนน เกลื่อนเมือง ถึงวันนี้คนไทยรับกรรมรับเชื้อไปแล้ว 4.5 ล้านคน มีชีวิตที่ดับสิ้นไปแล้วกว่า 3 หมื่นชีวิต โดยที่พลเอกประยุทธ์และพวกกลับไม่สะทกสะท้าน ว่าทั้งหมดนั้นเกิดขึ้นจากความผิดพลาด ไร้ซึ่งความรู้ ไร้ซึ่งจริยธรรมและศีลธรรม มากไปกว่านั้น ยังส่อให้เห็นถึงการทุจริตคอรัปชั่นบนชีวิต และซากศพของพี่น้องประชาชน

 

 

นอกจากนั้นการบริหารคนไม่ถูกกับงาน รวมศูนย์อำนาจการบริหารสถานการณ์เบ็ดเสร็จ ทั้งๆ ที่ไม่เชี่ยวชาญ ตั้งตนเป็น ผอ.ศบค. ตั้งพรรคพวกตนเข้าบริหารสถานการณ์โควิด ทั้งที่ไม่ได้มีความรู้ ความสามารถ และความเชี่ยวชาญใดๆ เอาทหารมาทำหน้าที่หมอ นอกจากนั้นยังออกคำสั่งรวบอำนาจกฎหมายถึง 40 ฉบับ ตั้งตนเป็นเป็นผู้บริหารเบ็ดเสร็จแต่เพียงผู้เดียว

 

(5.การเมืองพังพินาศ ล้มเหลว)

พลเอกประยุทธ์และพวก ยังคงมีเป้าหมายการสืบทอดอำนาจแม้สถานการณ์ประเทศตกต่ำถึงขนาดนี้ด้วยน้ำมือของพวกเขา โดยชัดเจนแล้วว่า พลเอกประยุทธ์และพวกเริ่มกำจัดทุกสิ่งที่เป็นอุปสรรคขัดขวาง และบิดเบือนทุกกลไกเพื่อรักษาอำนาจของตน รวมถึงใช้เงินแลกอำนาจ เริ่มต้นจากสร้างการเมืองที่ไร้เสถียรภาพ เกิดรัฐบาลผสมกว่า 10 พรรค เพียงเพราะต้องการทำลายพรรคใหญ่ในช่วงเวลานั้น รัฐบาลที่ไร้เสถียรภาพนี้นำสู่การต่อรองทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการต่อรองนั้นมักจะจบด้วยเงินและผลประโยชน์ หรือที่เราๆเรียกกันว่า “แจกกล้วย” ...สภาอันทรงเกียรติ วันนี้ถูกตีตราเป็นสภากล้วย ใช้กล้วยในการยื้ออำนาจทุกการลงคะแนนเสียง เลวร้ายกว่านั้นคือ ใช้การงบประมาณของประเทศ เป็นการจ่ายค่าไถ่ให้พรรคร่วมรัฐบาล เป็นผลประโยชน์เพื่อแลกกับการเป็นนั่งร้าน ใช้เงินภาษีประชาชนเป็นข้อแลกเปลี่ยน ตอบสนองความอยากในอำนาจของตน

 

 

การเมืองต่อรองผลประโยชน์เช่นนี้ คือ การเมืองย้อนยุคไปนับสิบๆ ปี สิ่งนี้จะยิ่งทำให้สภาวะผู้นำที่ได้มาของพลเอกประยุทธ์ถดถอยลงเรื่อยๆ เพราะการได้ซึ่งตำแหน่งผู้นำเช่นนี้ ย่อมไม่ต้องรู้สึกถึงหน้าที่ความรับผิดชอบทางการเมือง ที่ตนต้องมีต่อประเทศ ไม่ต้องรับผิดชอบใดๆ ทำลายระบบพรรคการเมืองที่มีหน้าที่ต้องทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน และทำเพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ เมื่อได้อำนาจมาง่ายๆ ทำลายกลไกชอบธรรมทุกอย่าง พลเอกประยุทธ์จึงไม่รู้สึกต้องรับผิดชอบใดๆ รวมทั้งไม่ต้องรักษาสัญญาใด ๆ ตามนโยบายที่ได้เคยหาเสียงไว้

 

ล่าสุด ปรากฏการณ์ไร้สำนึกทางการเมือง คือ สร้างระบบเลือกตั้งที่มุ่งทำลายพรรคใหญ่ จากการพิจารณา พ.ร.ป.ทั้งสองฉบับที่เพิ่งผ่านพ้นไป ทำได้ทุกอย่างแม้กระทั่งการจงใจกระทำการขัดต่อรัฐธรรมนูญ ขัดหลักการและเหตุผล ฝ่ายบริหารครอบงำฝ่ายนิติบัญญัติ ออกคำสั่งซ้ายหันขวาหัน ปิดหูปิดตาเพื่อโหวตหาร 500 มุ่งแต่ประโยชน์ทางการเมืองของตนเองเท่านั้น ไม่ให้ความสำคัญระบบสภา สร้างความปั่นป่วนแก่ระบบเลือกตั้ง สร้างรัฐบาลที่ขาดการยึดโยงกับประชาชน ฉันทามติของประชาชนไร้ซึ่งความหมายเพราะผลการเลือกตั้งไม่สะท้อนเจตนารมณ์ประชาชน พวกท่านจงใจฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ สร้างความบิดเบี้ยว ใช้พวกมากลากไปโดยไม่สนใจผลเสียหายต่อระบบการเมืองของประเทศ

 

พลเอกประยุทธ์และพวกใช้อำนาจ ส.ว. ในการเลือกนายกรัฐมนตรี เป็นบันไดในการสืบทอดอำนาจ และจะปรากฎอีกครั้งในการเลือกตั้งครั้งหน้าอย่างแน่นอน หากไม่ได้รับการแก้ไขก่อน พลเอกประยุทธ์และพวกยังใช้เงิน กล้วย และคดีความ เป็นสิ่งล่อใจ คุกคามและบีบคั้นในการดึงตัว ส.ส.จากพรรคอื่น ทั้งหมดนี้ ประจักษ์แจ้งว่า พลเอกประยุทธ์และพวกได้จงใจทำลายระบบการเมืองและระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพื่อประโยชน์ของตนและพวกพ้องในการซื้อเวลาอยู่ในอำนาจให้นานที่สุด

 

 

(6.คอรัปชั่นจนระบบประเทศพังพินาศ ล้มเหลว)

ท่านประธานฯ ที่เคารพ...มาถึงประเด็นสำคัญที่มีผลกระทบต่อประเทศอย่างใหญ่หลวง ในยุคสมัยของพลเอกประยุทธ์ การทุจริตคอรัปชั่นเฟื่องฟู แม้จะมีรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกงก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น จนถูกจัดอันดับดัชนีคอรัปชั่นขององค์กร Transparency International ตกต่ำสุดในรอบ 10 ปี การจัดซื้อจัดจ้างพิศวง สัมปทานเพื่อพวกพ้อง ค้าความตายจากสถานการณ์โควิด แต่งตั้งโยกย้ายโดยมิชอบ เป็นต้น ผมจะไม่กล่าวลงลึกในรายละเอียดในความพินาศเหล่านี้ การอภิปรายที่จะเกิดขึ้นใน 4 วันนี้ สมาชิกพรรคร่วมฝ่ายค้านจะอภิปรายตีแผ่ให้รับฟัง ...พลเอกประยุทธ์และพวก ท่านจงมารับฟังด้วยตนเอง อย่าหนีไปไหน...ท่านจะได้รับรู้ว่าการกระทำของท่านและพวกพ้องนั้น ก่อผลเสียหายให้แก่ประเทศชาติอย่างใหญ่หลวงแค่ไหน

 

ในหลายกรณีพลเอกประยุทธ์ ท่านจงรู้ไว้ด้วยว่าท่านได้ทำลายหลักนิติธรรม ทำลายกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ทำลายระบบที่ควรโปร่งใสสุจริต จนทำให้เครดิตของประเทศในสายตาประชาคมโลกในแง่ของการเป็นแหล่งดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ตกต่ำลงอย่างมาก ...ความเชื่อมั่นนั้นเป็นสิ่งสำคัญสูงสุดนะครับพลเอกประยุทธ์ ...ท่านจงรู้ไว้ว่า ท่านทำลายสิ่งเหล่านี้อย่างย่อยยับ ด้วยสติปัญญาและการหลงตนแบบของท่าน ผมขอสรุปด้วยความหนักใจ สะเทือนใจต่อสิ่งที่นายกฯ ที่ชื่อประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้กระทำต่อประเทศชาติ ประชาชนตลอด 8 ปีที่ผ่านมา “พินาศ ล้มเหลว ล้าหลัง” คือ บทสรุปที่จะประจักษ์แก่สายตาประชาชนในการอภิปราย 4 วันนี้ เหตุก็มาจาก ความสามารถอันจำกัดของพลเอกประยุทธ์ ท่านไร้ความสามารถในทุกมิติจนไม่อาจทำงานต่อไปได้ คนจะเป็นนายกรัฐมนตรีแก้ปัญหาประชาชนอย่างเข้มแข็งได้นั้น ต้องมาจากประชาชน เข้าใจเข้าถึงประชาชน มีความรู้ มีสติปัญญา มีวิสัยทัศน์ และหัวใจที่คำนึงถึงความทุกข์ยากของประชาชน ...

 

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา...ประชาชนสูญเสียโอกาส ความหวังในชีวิต คนไทยจำนวนมหาศาลต้องบาดเจ็บ ล้มตายจากสงครามชิงอำนาจของท่าน มามากพอแล้ว ขอให้ท่านหยุดการทำลายประเทศ หยุดการทำร้ายประชาชน เถิดครับ ยุติบทบาทของตนเองเสีย พวกเราพรรคร่วมฝ่ายค้าน ที่เห็นความทุกข์ยากแสนสาหัสของประชาชนอยู่ทุกวัน จะไม่อาจทนกับสิ่งที่พลเอกประยุทธ์กระทำได้อีกต่อไปและผมมีความหวังกับพรรคร่วมรัฐบาล ในฐานะที่ท่านมาจากประชาชน ผมจึงอยากวิงวอนให้พรรคร่วมรัฐบาลหยุดมองประโยชน์ทางการเมือง ประโยชน์ส่วนตน ยอมรับความจริงที่พลเอกประยุทธ์ทำลายประเทศมานานหลายปี  ขอให้กลับตัวกลับใจ มายืนข้างประชาชนกับพวกเรา ในการไม่ไว้วางใจให้พลเอกประยุทธ์และพวกบริหารประเทศต่อไป