หมอธีระวัฒน์ หรือ หมอดื้อ โพสต์เฟซบุ๊กเตือนอย่าประมาทโควิด-19 หรือคิดว่ามียาต้านไว้รัสก็เพียงพอ พร้อมเปิดปัจจัยสำคัญในการรักษาผู้ป่วยโควิด-19 มีหลายมิติ

เกาะติดข่าวสาร >> Nation Online
logoline

15 กรกฎาคม 2565 สถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 ยังคงต้องเฝ้าระวัง โดยกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ออกมาเตือนว่าจะมีการระบาดพีคที่สุดหลังวันที่ 12 ส.ค.นี้ ล่าสุด ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หรือ “หมอดื้อ” ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์เฟซบุ๊ก “ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา Thiravat Hemachudha” ออกมาเตือนว่า การมียาต้านไวรัสอย่างเดียวไม่พอ ต้องมีปัจจัยอื่นร่วมในการรักษาโควิด-19 มีรายละเอียดดังนี้..

 

หมอดื้อ ย้ำแค่"ยาต้านไวรัส"ไม่พอ พร้อมเปิดปัจจัยรักษาโควิด-19มีหลายมิติ
 

   อย่าคิดว่ามียาต้านไวรัสแค่นั้นก็พอ   

  • เพราะ ยาต้านไวรัส ขณะนี้ การเข้าถึง ยังไม่เร็วพอ เนื่องจากคนติดเชื้อมีหนาแน่น โรงพยาบาลเต็ม สายด่วนรับไม่ทัน 

 

  • ยาต้านไวรัส ขณะนี้ จำเป็นต้องจ่ายเอง อย่างน้อยก็ตามสิทธิ และต้องผ่านการประเมิน ว่าสมควรได้ เช่น กลุ่ม 608 

 

หมอดื้อ ย้ำแค่"ยาต้านไวรัส"ไม่พอ พร้อมเปิดปัจจัยรักษาโควิด-19มีหลายมิติ

  • ยา โมลนูพิราเวียร์ จากนอกราคาชุดละ 10,000 บาทขึ้นไป

 

  • ชุดที่มาจากประเทศเพื่อนบ้าน ลาว เขมร ที่ขอสิทธิผลิตเองจากบริษัทตั้งแต่ต้น และอินเดีย ราคา ประมาณ 1,000 บาท แต่ร้านยาจำหน่ายไม่ได้ เพราะผิดกฎหมาย 

 

  • ยาเหล่านี้ ที่สำคัญต้องให้เร็ว ตั้งแต่ยังไม่หนัก เพื่อกันไม่ให้ต้องเข้า โรงพยาบาล ดังนั้น อยู่ที่การดำเนินของโรค และการตัดสินใจในช่วงระยะเวลาสั้นๆ ดังนั้น เวลาที่ผ่านไป ยาจะเริ่มได้ผลจำกัด 

 

หมอดื้อ ย้ำแค่"ยาต้านไวรัส"ไม่พอ พร้อมเปิดปัจจัยรักษาโควิด-19มีหลายมิติ

 

  • นั่นเป็นเพตุผลที่ การเริ่มด้วย ฟ้าทะลายโจร ตั้งแต่แรก (ไม่ต้องรอ 2 ขีด) จึงสำคัญยิ่ง

 

  • และเชื้อ เมื่อเพิ่มจำนวน จะเข้าระยะที่สอง คือกระตุ้นภูมิไม่ดี และเกิดการอักเสบ

 

  • เมื่อมีการอักเสบเกิดขึ้นจำเป็นต้องให้ยากดการอักเสบ ซึ่งทำให้ติดเชื้ออื่นได้ง่ายขึ้นจากการกดภูมิคุ้มกันและปอดอักเสบที่เห็นนั้น จะกลายเป็นทั้งจากไวรัสและแบคทีเรียซ้ำซ้อนได้

 

หมอดื้อ ย้ำแค่"ยาต้านไวรัส"ไม่พอ พร้อมเปิดปัจจัยรักษาโควิด-19มีหลายมิติ

 

ก่อนหน้านี้ หมอธีระวัฒน์ ได้โพสต์เตือน หัวข้อ “อย่า” ในครึ่งปีหลังของ 2565 กับโอมิครอน (และอื่นๆ) โดยมีเนื้อหาระบุว่า..

 

 อย่าทนงตนว่าเป็นหนุ่มสาวหรือไม่มีโรคประจำตัว แล้วไม่เป็นไร  

  • นอกจากจะเป็นตัวแพร่เชื้อที่มีประสิทธิภาพแล้ว ที่สำคัญแพร่ไปยัง คนสูงวัย คนเปราะบาง ในครอบครัว  ในชุมชน เราเห็นกันแล้วว่าเกิดอะไรขึ้นในโรงพยาบาลขณะนี้ คนที่ดูแข็งแรงอายุ 40 ปี อาการหนักได้

 

  • อย่าคิดว่าเมื่อติดเชื้อแล้วและเริ่มมีอาการจะรักษาง่ายๆ

 

  • กลไกของการติดเชื้อเมื่อเข้าร่างกายแล้วจะเพิ่มจำนวน และถ้า “หยุดยั้งไม่ได้หรือไม่ทัน” เชื้อจะกระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกายอีกระบบที่ทำให้เกิดการอักเสบอย่างรุนแรง

 

  • จากผลของการอักเสบจะกระทบทุกอวัยวะในร่างกาย และรวมทั้งทำให้เลือดข้น เกิดลิ่มเลือดเล็กๆ ทั่วไปด้วย 

 

หมอดื้อ ย้ำแค่"ยาต้านไวรัส"ไม่พอ พร้อมเปิดปัจจัยรักษาโควิด-19มีหลายมิติ

 

  • อย่าคิดว่า ถ้าตัวเลขลดลงหมายความว่าต่อไปนี้ไม่ต้องระวังตัวแล้ว ต้องเข้าใจข้อจำกัดของการที่จะตรวจให้ได้ทุกคนในทุกพื้นที่ของประเทศ แม้ว่าตัวเลขจะลดลงก็ตามยังคงมีผู้ติดเชื้อที่ไม่รู้ตัวและไม่แสดงอาการอยู่ทั่วไปได้

 

  • อย่าเข้าไปในสถานที่แออัด ที่อับ อากาศถ่ายเทไม่สะดวก สถานที่ดังกล่าวและยิ่งมีคนที่แพร่เชื้อได้หลายคน โอกาสที่จะได้รับเชื้อยิ่งสูงขึ้นและจำนวนเชื้อมากขึ้นตั้งแต่ต้น เชื้อที่อยู่กับละอองฝอยจะอบอวลอยู่ในอากาศได้นาน และแม้เมื่อตกพื้นไปแล้วการเดินจะกระพือให้ละอองฝอยเหล่านี้ลอยขึ้นอีก (จากข้อมูลของประเทศจีนตั้งแต่ปี 2563)

 

  • อย่านิ่งนอนใจในภาวะโรคประจำตัวทุกอย่าง ต้องคุมให้ได้

 

  • โรคประจำตัวจะเปิดโอกาสทำให้มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่ายขึ้น เกี่ยวข้องกับกลไกในการรับเชื้อและการเพิ่มจำนวนของเชื้อได้เก่งขึ้น นอกจากนั้น โรคประจำตัวหลายชนิดจะมีลักษณะของการเอื้อให้เกิดมีการอักเสบในร่างกายอยู่แล้ว เช่น โรคหัวใจ อัมพฤกษ์ การอักเสบของข้อ การรักษาจะยิ่งซับซ้อนขึ้น ทั้งจากโควิดเอง และโรคประจำตัวที่ปะทุซ้ำซ้อนขึ้น 

 

  • โควิด ปะทะ กับโรคประจำตัว ที่แม้คุมมาอย่างดีเยี่ยม ยังทำให้ โรคปะทุใหม่ได้ คนที่เป็นมะเร็ง รักษามาดี อัมพฤกษ์ หัวใจปอด

 

หมอดื้อ ย้ำแค่"ยาต้านไวรัส"ไม่พอ พร้อมเปิดปัจจัยรักษาโควิด-19มีหลายมิติ

 

logo-pwa

เพิ่ม NationTV

ลงในหน้าจอหลักของคุณ

ติดตั้ง
ปิด