เนชั่นทีวี

ข่าว

ดร.อนันต์ เตือน พัฒนาการสายพันธุ์ BA.2.75 ที่กำลังมีการกลายพันธุ์ในอินเดีย

01 ก.ค. 2565

ดร.อนันต์ เตือน พัฒนาการสายพันธุ์ BA.2.75 ที่กำลังมีการกลายพันธุ์ในอินเดีย

ดร.อนันต์ เปิดข้อมูลล่าสุด ประเด็นร้อนๆ ที่สังคมไทยพากันสงสัย ล่าสุด วายร้ายโควิดโอมิครอน จากรายงานวิจัยต่างประเทศ ถึงพัฒนาการสายพันธุ์ BA.2.75 ที่กำลังมีการกลายพันธุ์ ในอินเดีย อ่านรายละเอียดได้ใน ตรงนี้มีคำตอบ

รายงานความคืบหน้าทางวิชาการที่น่าสนใจ ล่าสุด ทางด้าน ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยนวัตกรรมสุขภาพสัตว์ และการจัดการ นักวิจัยที่มีความเชี่ยวชาญในด้านชีววิทยาโมเลกุลของไวรัส โพสต์ข้อความระบุว่า

จากรายงานวิจัยต่างประเทศ ถึงพัฒนาการสายพันธุ์ BA.2.75 ที่กำลังมีการกลายพันธุ์ ในอินเดีย  และมีแนวโน้มจะเป็นสายพันธุ์กลายพันธุ์ระบาดสูง

ดร.อนันต์ เตือน พัฒนาการสายพันธุ์ BA.2.75 ที่กำลังมีการกลายพันธุ์ในอินเดีย

ดร.อนันต์ เตือน พัฒนาการสายพันธุ์ BA.2.75 ที่กำลังมีการกลายพันธุ์ในอินเดีย

ดร.อนันต์ เตือน พัฒนาการสายพันธุ์ BA.2.75 ที่กำลังมีการกลายพันธุ์ในอินเดีย

ประเด็นโพสต์ร้อนๆ ที่น่าสนใจจาก ดร.อนันต์ ทีมข่าวรวบรวมให้ครบจบที่ตรงนี้ใน #ตรงนี้มีคำตอบ

มีคำถามทั้งวันเกี่ยวกับ Evusheld ต่อการต้านการติดเชื้อของไวรัสสายพันธุ์ BA.4/ BA.5 ได้มั้ย เลยขอพูดถึงหน่อยว่า Evusheld คืออะไร หลายคนเรียกว่าเป็นยา แต่ไม่ใช่ยาแบบเม็ดๆ ที่หมอสั่งให้ทานหลังติดโควิดนะครับ จริงๆก็คือ Antibody ที่ร่างกายเราสร้างขึ้นมาเนี่ยแหล่ะครับ

ประวัติคือนักวิจัยในอมริกาไปแยกเม็ดเลือดขาวของผู้หายป่วยจากโควิดตั้งแต่ปี 2020 โดยเม็ดเลือดขาว B cell ที่แยกมาสามารถสร้างแอนติบอดีที่เชื่อว่าไปจับตำแหน่งสำคัญของสไปค์และยับยั้งไวรัสไม่ให้เข้าเซลล์ได้ ได้ตัวที่ประสิทธิภาพดีและจับตำแหน่งที่ต่างกัน ถ้าใช้ร่วมกันความสามารถในการจับและยับยั้งไวรัสก็จะสูงขึ้น เลยทำการผลิตแอนติบอดีดังกล่าวและขายสิทธิในการพัฒนาต่อยอดให้กับ AstraZeneca

ดร.อนันต์ เตือน พัฒนาการสายพันธุ์ BA.2.75 ที่กำลังมีการกลายพันธุ์ในอินเดีย

แต่ แอนติบอดี ในธรรมชาติมีอายุที่ไม่นานมาก 2-3 เดือน ก็จะเริ่มถูกทำลายลง ร่างกายเราสร้างใหม่ได้จาก B cell โดยเฉพาะเมื่อถูกกระตุ้นด้วยวัคซีน หรือ การติดเชื้อ ดังนั้นการเสื่อมสลายลงของแอนติบอดีจึงไม่ใช่ปัญหา แต่ถ้านำมาใช้เป็นยา ร่างกายสร้างใหม่ไม่ได้ ควรทำให้แอนติบอดีดังกล่าวอยู่ในร่างกายนานขึ้น แอนติบอดี 2 ตัวที่นำมาผสมกันใน Evusheld จึงเป็นแอนติบอดีที่ผ่านการปรับเปลี่ยนโครงสร้างให้อยู่ในร่างกายนานขึ้น คงไม่ลงรายละเอียดว่าไปทำอะไรนะครับ แต่การปรับโครงสร้างดังกล่าวทำให้แอนติบอดีอยู่ได้นานกว่าเดิมกว่า 3 เท่า หรือ นานกว่า 6 เดือน สำหรับผู้ที่มีปัญหาเรื่องร่างกายสร้างแอนติบอดีไม่ดี ภูมิไม่ถูกกระตุ้นจากวัคซีน การใช้ Evusheld จึงเป็นทางที่สามารถทำให้ร่างกายมีภูมิมากพอในการป้องกันไวรัสไม่ให้เข้าติดเชื้อทำลายอวัยวะสำคัญๆได้ แต่ถ้าติดไปแล้ว การใช้ Evusheld เพื่อรักษาคงไม่มีประโยชน์

เนื่องจาก Evusheld พัฒนามาจาก B cell ของผู้ติดไวรัสสายพันธุ์ดั้งเดิม ดังนั้นคำถามคือ จุดที่แอนติบอดี 2 ตัวไปจับบนสไปค์ มันยังใช้ได้กับไวรัสสายพันธุ์ใหม่ๆอย่างโอมิครอนทั้งหลายหรือไม่ ผลการศึกษาที่หาได้มาจากงานวิจัยที่ทีม Oxford นำ Evusheld มายับยั้งการติดเชื้อของไวรัสสายพันธุ์ต่างๆ โดยชื่อเดิมของยาตัวนี้คือ AZD7442 จากภาพ แกน Y คือ % การยับยั้งไวรัส แกน X คือ ปริมาณของยาหรือแอนติบอดีที่ใช้ในการยับยั้ง ไวรัสที่ทดสอบแทนด้วยสีต่างๆ จะเห็นว่าไวรัส Victoria (สีส้ม) สามารถถูกยับยั้งได้ 50% เพียงแค่ใช้ยาแค่ -3log ug หรือ 1 nanogram ซึ่งน้อยมากๆ ผลการทดสอบกับไวรัส BA.2 ออกมาดูดีเช่นกัน คือ ใช้ยาประมาณ -2log ug หรือ 10 nanogram ในภาพ BA.4/BA.5 คือสีเขียว ได้ผลทับกับ BA.3 คือสีน้ำเงินพอดี ซึ่งอยู่ในขนาดของยาประมาณ -1log ug หรือ 100 nanogram ในการป้องกันการติดเชื้อได้ 50% ซึ่งถึงแม้จะต้องใช้ปริมาณมากกว่าไวรัสดั้งเดิมถึง 100 เท่า ค่าดังกล่าวอยู่ในเกณฑ์ที่ใช้ได้อยู่ แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า BA.1 หนีการจับของ Evusheld ได้ดีกว่ามาก แสดงว่า ตำแหน่งที่กลุ่ม BA.1 กลายพันธุ์สามารถรบกวนการจับของแอนติบอดีดังกล่าวได้ ซึ่งยังถือว่าโชคดีที่ BA.1 ไม่ได้กลายเป็นสายพันธุ์ที่สร้างปัญหาอยู่ตอนนี้

ที่มาของกราฟ

https://www.biorxiv.org/content/10.1101/2022.05.21.492554v1

ดร.อนันต์ เตือน พัฒนาการสายพันธุ์ BA.2.75 ที่กำลังมีการกลายพันธุ์ในอินเดีย

จับตา BA.5 เป็นไวรัส SARS-CoV-2 ที่วิ่งไวที่สุดตอนนี้ และดูเหมือนไวรัสกำลังฝึกตัวเองให้ฟิตขึ้นเรื่อยๆ อาจเป็นเพราะหลายๆประเทศพร้อมลุยที่จะอยู่กับไวรัสแบบคนไม่ป่วยหนัก ไวรัสก็ไปแบบที่อยากไป ถ้าคนป่วยหนักมีมากขึ้นคงมาดูกันอีกทีว่าไวรัสไปถึงไหนแล้ว และเหตุใดถึงเป็นเช่นนั้น

ตัวอย่างที่น่าสนใจคือประเทศเยอรมัน และ เดนมาร์ก ครับ ไวรัส BA.5 ที่กำลังวิ่งอย่างรวดเร็วที่นั่นมีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้น และ เป็นการเปลี่ยนแปลงนอกโปรตีนหนามสไปค์ ซึ่งยิ่งทำให้คนสังเกตความแตกต่างยากนอกจากไวรัสนั้นโดดเด่นกว่า BA.5 โดยทั่วไปจริงๆไวรัสที่ว่ามีชื่อของตัวเองแบบไม่เป็นทางการว่า BE.1 เป็น BA.5 ที่มีการเปลี่ยนแปลงตรงโปรตีนนิวคลีโอแคบซิด (โปรตีน N ที่ใช้ตรวจ ATK) ตำแหน่งที่ 136 จากกรดอะมิโนชื่อ Glutamic acid (E) ไปเป็น Aspartic acid (D) เรียกสั้นๆว่า N:E136D

ข้อมูลใน เยอรมัน พบว่า BE.1 อาจวิ่งไวกว่า BA.5 ไปถึง 65% ส่วนในเดนมาร์กยังอยู่ที่ 39% ถ้าเปรียบเทียบในหลายประเทศที่พบ BE.1 ดูเหมือนเยอรมันจะเป็นผู้นำตอนนี้

คงเป็นเรื่องปกติแล้วแหล่ะครับที่จะเห็นไวรัสไม่อยู่นิ่งและไม่วิ่งย้อนกลับไปแพร่ช้าลง ในมุมมองของนักไวรัสวิทยามองว่าอันนี้ท้าทายมาก เพราะการเปลี่ยนแปลงของไวรัสเกิดแบบที่ไม่คาดคิด เช่น โปรตีน N ที่ส่วนใหญ่คิดว่าไม่น่าจะมีผลต่อการแพร่กระจายได้สูงขนาดนี้ และ การเปลี่ยนแปลงมาแบบตำแหน่งเดียว ไม่ต้องรอเปลี่ยนเยอะ...องค์ความรู้เรากับไวรัสตัวนี้ยังน้อยมากจริงๆครับ

ดร.อนันต์ เตือน พัฒนาการสายพันธุ์ BA.2.75 ที่กำลังมีการกลายพันธุ์ในอินเดีย ดร.อนันต์ เตือน พัฒนาการสายพันธุ์ BA.2.75 ที่กำลังมีการกลายพันธุ์ในอินเดีย

วัคซีนสูตร 2 ที่กำลังขออนุมัติ ใช้ BA.1 แต่ FDA ของ สหรัฐ แนะนำให้ไปใช้ BA.4/BA.5 ในสูตรของวัคซีนรุ่นใหม่...ไม่แน่ใจครับว่า รุ่นที่พัฒนากันไปแล้วจะได้ไฟเขียวจาก FDA ออกมาใช้ก่อน ในช่วงที่สูตรที่ FDA แนะนำจะพัฒนาขึ้นมาหรือไม่ คาดว่าคงได้ออกมาใช้กันก่อน มิฉะนั้นอาจต้องรอยาวต่อไปอีก ถ้าเป็นแบบที่คาดไว้ วัคซีนรุ่น 3 คงเป็น BA.4/BA.5 ซึ่งหวังว่าตอนนั้นไวรัสคงจะวิ่งหนีไปไม่ไกลมาก...

***แต่จากเอกสารของ FDA ดูเหมือน วัคซีนสูตร BA4/ BA5 อาจจะได้ใช้ในสหรัฐอเมริกาภายในฤดูใบไม้ร่วงของปีนี้ ซึ่งคืออีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้***

...

ล่าสุดในวันนี้ ประเด็นวัคซีนเข็มกระตุ้น

วัคซีนเข็มกระตุ้นมีให้สำหรับความสมัครใจ แต่สำหรับผมอยากให้สำหรับผู้ที่ประเมินความเสี่ยงครับ ภูมิจากวัคซีนจะช่วยป้องกันการติดเชื้อเข้าสู่อวัยวะสำคัญซึ่งทุกคนที่ร่างกายแข็งแรงที่ฉีดกระตุ้นควรมีเพียงพอแล้ว กลุ่มเสี่ยงคือผู้สูงอายุและผู้มีโรคประจำตัวชัดๆที่ภูมิส่วนที่จำเป็นนั้นอาจน้อยจนไม่เพียงพอต่อการป้องกัน ดร.อนันต์ เตือน พัฒนาการสายพันธุ์ BA.2.75 ที่กำลังมีการกลายพันธุ์ในอินเดีย หลายคนคิดว่ากระตุ้นไว้ก่อนมีไว้ดีกว่าไม่มี อยากให้มองไปข้างหน้าครับ ร่างกายเราต้องฉีดวัคซีนโควิดอีกหลายเข็มที่หน้าตาแตกต่างไปจากวันนี้ ถ้าวันนั้นภูมิขึ้นไม่ดีเหมือนฉีดตอนแรกๆ คงต้องหาวิธีกระตุ้นภูมิกันอีกเช่นไปฉีดวัคซีนตัวเดิม ซึ่งอาจหาไม่ง่ายครับ...คหสตนะครับ...ช่วยวัคซีนป้องกันตัวเองด้วยเทคโนโลยีง่ายๆอย่างหน้ากากอนามัย และทำร่างกายให้พร้อมกับวัคซีนตัวใหม่ที่กำลังออกมาดีกว่าครับ

ปิดท้ายกับโพสต์ของ ดร.อนันต์ เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2565

ข้อมูลชิ้นหนึ่งที่ทาง Pfizer นำเสนอเกี่ยวกับวัคซีนชุด 2 น่าสนใจครับ คือ วัคซีนที่ออกแบบสำหรับโอมิครอนทดสอบในอาสาสมัครที่ไม่เคยฉีดวัคซีนใดๆเลย และ ไม่เคยติดโควิดด้วย พบว่า หลังกระตุ้นเข็มสองด้วยวัคซีนรุ่นใหม่นี้ภูมิต่อโอมิครอนขึ้นสูงครับ แต่ภูมิต่อสายพันธุ์เดิมไม่ขึ้นเลย และ Delta ขึ้นมาน้อยมากๆ นั่นคือ ร่างกายเห็นสไปค์ของโอมิครอนเป็นครั้งแรกภูมิจึงตอบสนองออกมาดีมากต่อโอมิครอน เพียงแค่ 2 เข็มเอาอยู่ เชื่อว่าถ้าได้เข็ม 3 อีกที คงพุ่งระดับหลายพันและอยู่ไปแบบยาวๆ

แตกต่างจากคนที่ฉีดวัคซีนเก่ามา (ผลแสดงก่อนหน้านี้) แล้วกระตุ้นด้วยวัคซีนใหม่ ภูมิจะไม่ขึ้นอย่างจำเพาะและสูงเท่ากลุ่มนี้ เพราะความจำจากวัคซีนเดิมมีมาก การจะได้อะไรแบบ fresh เหมือนกลุ่มนี้จึงยากและอาจเป็นไปไม่ได้ วิธีหนึ่งคืออย่าไปกระตุ้นด้วยวัคซีนเก่าซ้ำๆโดยไม่จำเป็น เพราเราต้องเผื่อร่างกายไว้กับสิ่งใหม่ๆบ้าง

ป.ล เป็นอาสาสมัคร 9 คน ที่หายากมากๆในสถานการณ์ปัจจุบันครับ