รศ. ดร. อนุสรณ์ กล่าวอีกว่า งบประมาณปี 64 ต้องใช้งบดูแลผู้สูงอายุ 7.5 แสนล้านบาท หรือ 4.4%ของจีดีพี เพิ่มขึ้นเท่าตัวเทียบกับปี 56 คาดปี 76 เข้าสู่สังคมสูงอายุระดับเต็มที่จะใช้งบทะลุ 1 ล้านล้านบาท รัฐบาลอาจจะเจอวิกฤติฐานะการคลังได้ แต่ไม่ควรใช้วิธีตัดลดสวัสดิการในอนาคต ควรลดภาระการคลังด้วย การ สร้างระบบออมเพื่อชราภาพให้เข้มแข็ง ปฏิรูประบบแรงงานให้มีระบบค่าตอบแทนที่เป็นธรรม และ เพิ่มประสิทธิภาพจัดเก็บรายได้ ปี 2564
ประเทศไทยมีประชากรรวม 66.7 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นผู้สูงอายุประมาณ 12.5 ล้านคน หรือ คิดเป็น 19% ของประชากรทั้งหมด และกำลังจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ กล่าวคือ มีจำนวนผู้สูงอายุ ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป คิดเป็น 20% ของประชากรทั้งประเทศในปี 2565 และคาดว่า จะเข้าสูงสังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์
กล่าวคือ มีจำนวนผู้สูงอายุ ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป คิดเป็น 28% ของประชากรทั้งประเทศ ในปี 2576 นโยบายสาธารณะของไทยควรพิจารณาเปิดเสรีตลาดแรงงานเพิ่มเติมหรือไม่ หรือ รับผู้อพยพที่มีคุณภาพ ผ่านกระบวนการแปลงสัญชาติอย่างรอบคอบรัดกุมหรือไม่ ต้องไปศึกษาวิจัยให้รอบคอบและต้องตัดสินใจเพื่อเตรียมรับมือกับปัญหาไว้ล่วงหน้า
รศ. ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ ส่วนเงินงบประมาณเพื่อมาจัดสวัสดิการนั้นสามารถนำมาจากการเก็บภาษีทรัพย์สินเพิ่มเติม การลดการจัดซื้ออาวุธยุทโธปการณ์และการตัดลดงบประมาณบางอย่างที่ไม่จำเป็นลง โครงสร้างระบบการจัดเก็บภาษี (Taxation) ของประเทศรัฐสวัสดิการ จะมีการจัดเก็บภาษีในอัตราก้าวหน้า มีสัดส่วนรายรับรวมทางภาษีต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศหรือจีดีพี (GDP) เฉลี่ยอยู่ที่ 35 – 48%
ส่วนโครงสร้างระบบภาษีของไทยขึ้นอยู่กับภาษีทางอ้อมและภาษีเงินได้เป็นหลัก สัดส่วนรายได้จากภาษีเทียบจีดีพีคิดเป็น 14.6% เท่านั้น (ต่ำค่าเฉลี่ยของโลกที่ 14.9%) ระบบภาษีเมื่อเทียบประเทศสแกนดิเนเวียแล้วถือว่ามีอัตราก้าวหน้าน้อยมาก
รัฐบาลต้องตั้งเป้าขยายฐานภาษีใหม่เพื่อนำมาพัฒนาประเทศและสร้างระบบรัฐสวัสดิการให้เกิดขึ้นภายในปี พ.ศ. 2576 โดยควรตั้งเป้าเก็บภาษีทรัพย์สิน (ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง) ภาษีมรดก ภาษีลาภลอย ภาษีกำไรจากตลาดการเงิน ให้ได้ไม่ต่ำกว่า 1 ล้านล้านบาท หากไม่สามารถดำเนินการได้ตามที่กล่าวมา เชื่อว่า ประเทศไทยจะประสบปัญหาฐานะทางการคลังอย่างรุนแรงจนเกิดภาวะแรงกดดันทางนโยบายที่ต้องปรับลดสวัสดิการบางอย่างลง
รศ. ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ กล่าวในช่วงท้ายว่า ทางการไม่ควรปล่อยให้เงินบาทอ่อนค่าเกินระดับ 36 บาทเนื่องจากจะทำให้การนำเข้าเครื่องจักร สินค้าทุนชะลอตัว ทำให้การลงทุนชะลอตัวด้วย ส่งผลให้เศรษฐกิจชะลอตัวได้ การที่เงินบาทอ่อนค่ามากเกินไปจะเริ่มไม่เป็นประโยชน์ต่อการส่งออกเพราะต้นทุนการนำเข้าวัตถุดิบเริ่มมีราคาแพงขึ้นมาก ปุ๋ยราคาแพงขึ้นมากจนมีผลกระทบต่อการผลิตสินค้าเกษตรที่การส่งออกกำลังขยายตัวได้ดี นอกจากนี้เงินเฟ้ออาจพุ่งขึ้นสูงเกินไปหากไม่ควบคุมการอ่อนค่าของเงินบาท โดยเฉพาะส่งผลต่อการนำเข้าพลังงาน
นอกจากนี้ การรีดกำไรจากโรงกลั่นเพื่อแก้ปัญหาน้ำมันแพง อาจถูกมองว่าเป็นการแทรกแซงของรัฐต่อระบบการค้าเสรี อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นได้หากไม่ดำเนินการอย่างระมัดระวัง การใช้วิธีการรีดกำไรจากโรงกลั่นเพื่อนำเงินมาชดเชยกองทุนน้ำมันเพื่อแก้ปัญหาน้ำมันแพงต้องดำเนินการบนพื้นฐานของความเป็นธรรม ไม่ละเมิดต่อการค้าและการประกอบการเสรี จึงไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในระยะยาว
ส่วนการแก้ปัญหาเงินเฟ้อด้วยการกำหนดเพดานราคาสินค้าคงทำได้ระดับหนึ่ง แต่ต้องไม่ฝืนกลไกตลาดมากเกินไป หากฝืนกลไกตลาดมากเกินไป ไม่ให้ปรับราคาเลย ผู้ผลิตหรือผู้ขายหากขาดทุนมากก็จะหยุดผลิตหยุดขาย หรือ ลดจำนวนการผลิตลง จนก่อให้เกิดภาวะขาดแคลนสินค้าบางประเภทได้ เป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องประสานงานกันและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อตอบสนองต่อปัญหาได้อย่างทันการณ์ ต้องเตรียมการรับมือต่อสถานการณ์การขาดแคลนพลังงาน ขาดแคลนปุ๋ยและวัตถุดิบบางอย่างไว้ด้วย