เลี้ยงกบพันธุ์บลูฟร็อก มาเลี้ยงในพื้นที่ว่างเปล่าในค่ายทหาร พร้อมเปิดเพลงให้ฟัง เพื่อให้กบอารมณ์ดี กินอาหารมากขึ้น ตัวโต ส่งขายให้ร้านค้าและประชาชนทั่ว สร้างรายได้ดี

เกาะติดข่าวสาร >> Nation Online
logoline

สารวัตรทหาร มณฑลทหารบกที่ 39 พิษณุโลก นำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ 9 มาใช้ เลี้ยงกบพันธุ์บลูฟร็อก ผสมจาน มาเลี้ยงในพื้นที่ว่างเปล่าในค่ายทหาร พร้อมเปิดเพลงให้ฟัง เพื่อให้กบอารมณ์ดี กินอาหารมากขึ้น ตัวโต  ส่งขายให้ร้านค้าและประชาชนทั่ว สร้างรายได้ดีให้กับครัวเรือน ประกอบพื้นที่รอบๆบ่อกบ ปลูกผักสวนครัว เพื่อไว้บริโภคในครัวเรือน ลดค่าใช้จ่ายในยุคข้าวของแพงอีกด้วย

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ฟาร์มกบ ภายในค่ายสมเด็จพระเอกาทศรถ กองทัพภาคที่  3 ซึ่งเป็นฟาร์มของร้อยโทสุรศักดิ์  พลธรรม  อายุ 59 ปี สารวัตรทหาร มณฑลทหารบกที่ 39 พิษณุโลก  กองทัพภาคที่ 3  ร้อยโทสุรศักดิ์  พลธรรม  ถือว่าเป็นทหารแบบอย่างที่เป็นต้นแบบ ของการนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ 9 มาใช้  โดย ร้อยโทสุรศักดิ์ เปิดเผยว่า ตนและครอบครัวพักอยู่ในบ้านพักทหารมณฑลทหารบกที่ 39 พิษณุโลก ในค่ายสมเด็จพระเอกาทศรถ อ.เมืองพิษณุโลก โดยเลี้ยงกบมากว่า 15 ปี แล้วจุดเริ่มต้นการเลี้ยงกบข้างบ้านจนเป็นรายได้เสริมเลี้ยงครอบครัว  โดยใช้พื้นที่ข้างบ้านพักขุดเป็นบ่อน้ำชำ และเป็นแหล่งทิ้งขยะ อยู่ จึงปรึกษาขอนายทหารของใช้พื้นที่บริเวณดังกล่าว หลังจากได้รับอนุญาต จึงเก็บขยะกองมหึมาข้างบ้านออกไปทิ้ง   แล้วปรับพื้นที่ ถมทรายทำเป็นบ่อไว้เลี้ยงกบ ช่วงแรก ๆ ทดลองเลี้ยงก่อน 2,000 ตัวปรากฏว่ากบขยายพันธุ์เร็วมากไป จึงขายไม่ทัน ทำให้ขาดทุนไป 1 รอบ 

จากนั้นจึงได้ปรับแผนการเลี้ยงใหม่ด้วยการนำกบพันธุ์บลูฟร็อก ผสมจาน ซึ่งเป็นพันธุ์ลูกผสม มาเลี้ยงไว้ ลักษณะตัวกบจะใหญ่และยาว ส่วนใหญ่จะขายดี มีคนรับประทานเยอะ จึงได้นำมาเลี้ยงไว้บ่อจำนวน 4 บ่อ โดยใช้อาหาร 2 เวลา คือ เช้าเย็น และจะเปิดเพลง ให้กบฟังในช่วงกินอาหารด้วยทุกครั้ง เพราะให้กบอารมณ์ดี และให้เกิดความรู้สึกเจ้าของมาอยู่ใกล้ๆ บางตัวก็หันหน้าที่เสียงเพลง ทำให้กินอาหารได้มาก ตัวโตเร็ว

 

ร้อยโทสุรศักดิ์ กล่าวว่า ขณะนี้ กบที่เลี้ยงไว้ อายุประมาณ 6 เดือน เกือบแสนตัว และขนาด 2 เดือนครึ่ง เกือบ 7 หมื่นตัว มีน้ำหนักเฉลี่ยตัวละ 3 ขีด ถึงครึ่งกิโลกรัม   เวลานี้มีร้านอาหาร ทหารในค่าย และพ่อค้าแม่ค้าทั่วไป ติดต่อมาขอซื้อกบไปขายและทำอาหารให้ลูกค้า และที่ผ่านมากบขาดตลาด ประกอบกับหัวอาหารกบแพง ทำให้กบมีราคาแพงขึ้นตาม กิโลกรัมละ 150 บาท แต่ทางทางฟาร์มของตนเอง ส่งแค่เพียง 80 บาทเท่านั้น ทำให้พ่อค้าแม่ค้า มารับถึง พ่อค้าบางราย มาขอซื้อเป็นตันก็มี โดยคิดตันละ 25,000 บาท ซึ่งการเลี้ยงกบของตนเองนั้นถือว่าดีมาก สร้างรายได้ให้กับครอบครัวของตนเอง วันละ 2-3 พันบาท อย่างไม่ได้อะไร ก็ไม่ต่ำกว่า  500 บาท ประกอบพื้นที่รอบๆบ่อกบ ก็ปลูกผักสวนครัว เพื่อไว้บริโภคในครัวเรือน ลดค่าใช้จ่ายในยุคข้าวของแพงอีกด้วย

 

อนาคตอีก 4-5 เดือนตนเองก็จะเกษียณอายุราชการ ก็จะย้ายไปอยู่จังหวัดแพร่ ซึ่งเป็นบ้านเกิด ก็จะไปยึดอาชีพเลี้ยงกบเช่นเดียว และจะปรับให้เป็นฟาร์มเลี้ยงกบให้ใหญ่และมีลักษณะคอนโดกบเต็มรูปแบบ ซึ่งหากใครที่สนใจต้องการศึกษาเกี่ยวกับกับเลี้ยงกบ ก็ยินให้คำแนะนำ หรือ ต้องการซื้อกบนำไปรับประทาน ก็สามารถติดต่อได้ที่ 099-2979515 หรือ 093-6515992