svasdssvasds
เนชั่นทีวี

การเมือง

"มาดามเดียร์" ยก"มิลลิ" จี้รัฐทบทวนงบผลักดัน Soft Power

02 มิถุนายน 2565
710

"มาดามเดียร์ "จี้รัฐทบทวนงบผลักดัน Soft Power ชี้ต้องมียุทธศาสตร์-แผนงาน  อัดก.วัฒนธรรมควรเป็นแม่งานกลับได้งบแค่ 40 ล. แนะดึงงบกองทุนสื่อสร้างสรรค์ -กองทุนกทปส.  และงบอีเวนท์ทุกกระทรวง ทุ่มทำเต็มที่

2 มิถุนายน 2565 น.ส.วทันยา บุนนาค ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ  อภิปรายร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566​ จำนวน 3.185 ล้านบาท​ ว่า ขณะที่เรากำลังพิจารณาร่างงบนี้ ท่ามกลางความผันผวนของโลกที่จะเกิดขึ้นในอนาคตและความท้าทายปัญหาที่โลกกำลังเจอคือจะใช้ยุทธศาสตร์อะไรในการพลิกฟื้นเศรษฐกิจประเทศ ต้องยอมรับว่า วิกฤตโควิด19 ทำให้ภูมิทัศน์และพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง  ซึ่งประเทศทั่วโลกกำลังเข้าสู่ ยุคของ gig economy โดยหนึ่งในนโยบายช่วงหลังที่มีการพูดถึงบ่อยครั้งจนติดปากคือ  Soft Power  เข้ามาพลิกฟื้นเศรษฐกิจ แต่ที่สำคัญ เรามียุทธศาสตร์และเป้าหมาย แผนการทำงานที่เป็นรูปธรรมอย่างไรเพื่อให้เกิดการแข่งขันขึ้นจริง 

 

หลังจากที่ได้ศึกษางบปี 66 ตั้งข้อสังเกตว่าการทำงานเรื่องซอฟต์พาวเวอร์ของภาครัฐแบบต่างกระทรวง ต่างคนต่างทำ การใช้งบกระจัดกระจาย ไม่มีแผนการทำงานที่ชัดเจนว่าเรากำลังจะทำอะไร ทำอย่างไร และทำเพื่ออะไร จึงขอนำเสนอภาครัฐให้พิจารณาทบทวนการใช้งบประมาณ ในการสร้างเศรษฐกิจด้วย Soft Power โดยแบ่งออกเป็น 3 ประเด็นหลักคือ

"มาดามเดียร์" ยก"มิลลิ" จี้รัฐทบทวนงบผลักดัน Soft Power

 

1 .เราต้องทำความเข้าใจคำว่า "Soft Power"ให้ถูกต้องตรงกันก่อน   เพราะหากเข้าใจผิดพลาดหรือคลาดเคลื่อน เราจะจัดแผนนโยบาย และกำหนดวางยุทธศาสตร์ เป้าหมายคลาดเคลื่อนไปด้วย  ซึ่ง Soft Power แปลตรงตัวหมายถึง "อำนาจละมุนละม่อม" ในการที่จะส่งอิทธิพล หากจะสร้าง Soft Power ขึ้นมาใหม่ ก็อาจจะพูดได้ว่า "ตัวแทนของสื่อ หรือกระบวนการสื่อสารที่สามารถส่งอิทธิพลในการเปลี่ยนแปลงความคิดและทัศนคติอื่น" ซึ่งหนึ่งในอาวุธสำคัญที่จะผลักดัน Soft Power ของคนไทยเพื่อเปลี่ยนวัฒนธรรมไทยให้กลายเป็นสินค้านำส่งสายตาคนทั่วโลก หรือการสร้างมูลค่าเพิ่มทางการตลาดก็คือ การพัฒนาอุตสาหกรรมสื่อ ศิลปะ และบันเทิงที่สามารถเข้าถึงผู้คนได้ง่ายและหลากหลายที่สุด ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญที่ทุกประเทศใช้ความสำคัญในการสร้างตลาดให้กับตนเอง


ทั้งนี้ขอยกตัวอย่าง เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมาเรามีประเด็นโด่งดัง คือกรณีนักร้องหญิง "มิลลิ" กินข้าวเหนียวมะม่วงบนเวที Coachella  การกินครั้งเดียวได้ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของ Soft Power ให้กับคนไทย แต่สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือ คนที่ได้อานิสงส์คือ กลุ่มเกษตรกรที่ปลูกมะม่วง ชาวนาที่ปลูกข้าว หรือร้านขายข้าวเหนียวมะม่วง หากเรามีแบบนี้ 10 คน 50 คน ไปพูดถึงสินค้าต่างๆ อัตลักษณ์ของประเทศ เหมือนที่วันนี้เราซื้อเหล้าโซจูในร้านสะดวกซื้อ เพราะตัวละครในซีรีส์เกาหลีทุกเรื่องต้องดื่มโซจู หรือร้านอาหารเกาหลี บะหมี่กึ่งสำเร็จ เมนูยอดฮิตของคนไทยก็ถูดตีตลาดด้วยรามยอน

ดังนั้น​จะเห็นได้ว่าการจะผลักดัน Soft Power ไทยให้สำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม จุดเริ่มต้นสำคัญคือ รัฐต้องหันกลับมาให้ความสำคัญกับสื่อ ศิลปะและบันเทิงให้มีความเข้มแข็งเสียก่อน เพราะไม่เช่นนั้นแล้วการสร้างสรรค์ผลงานที่ต้องใช้ความชำนาญ พรสวรรค์เฉพาะด้าน เช่น การสร้างนักร้องศิลปิน การสร้างงานเพลง ภาพยนตร์ ซีรีส์ การออกแบบกราฟฟิกดีไซน์ จะเกิดขึ้นได้ยาก เพราะขาดต้นทุนทางด้านบุคลากร เงินทุนในการสร้างสรรค์ผลงาน และขาดตลาดที่จะแข่งขันเพื่อพัฒนาคุณภาพ

 

"มาดามเดียร์" ยก"มิลลิ" จี้รัฐทบทวนงบผลักดัน Soft Power

2. การกำหนดหน่วยงานที่รับผิดชอบอย่างชัดเจนเพื่อโฟกัสการทำงาน  และ จัดทำแผนระยะยาวเพื่อไปสู่เป้าหมายได้สำเร็จ ยกตัวอย่างการจัดตั้ง Korean Film Council หรือ  Kofic  พร้อมการจัดตั้งกองทุนของเกาหลี ซึ่งเป็นการประกาศวิสัยทัศน์ให้เห็นถึงความเอาจริงเอาจังของรัฐ พร้อมกับกำหนดบทบาทความรับผิดชอบที่ชัดเจนไม่ให้เกิดความสับสน คือให้ Kofic ดูแลแผนงานและสนับสนุนเงินทุนให้เอกชนเพื่อนำไปสร้างผลงานคุณภาพ ให้อุตสาหกรรมนี้มีความเติบโตยิ่งขึ้น พร้อมกับการพัฒนาทุนมนุษย์ เพื่อป้อนคนมีความรู้ความสามารถเข้าสู่อุตสาหกรรม

 

แต่อุตสาหกรรมบันเทิงไทย ทุกวันนี้งบการเงินบริษัทเอกชน แค่ดูจากกราฟก็เห็นได้ว่ารายได้มีแนวโน้มลดต่ำลง และอยู่ในสภาวะที่ยากลำบากเพราะต้องต่อสู้กับวิกฤตดิจิทัลดิสรัปที่เกิดขึ้น  ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาผลงานของไทยอยู่ในลักษณะมูฟออนเป็นวงกลม คือย่ำอยู่กับที่  และเมื่อเราประกาศเรื่องซอฟต์เพาเวอร์ก็ไม่มีหน่วยงานมารับผิดชอบที่ชัดเจน  ที่ดูน่าจะเกี่ยวข้องที่สุดคือกระทรวงวัฒนธรรม แต่เท่าที่ดูงบประมาณก็เกิดคำถามว่างานที่เกิดขึ้นในกระทรวงนี้จะผลักดันให้เกิดขึ้นได้อย่างไร 
 


 3. การสนับสนุนเงินทุนที่จะสร้างเอกชนให้เข้มแข็งในการนำไปใช้พัฒนาคุณภาพงาน และพัฒนาบุคลากร  จากที่ดูงบกระทรวงวัฒนธรรม จำนวน 6,747 ล้านบาท  หากจำแนกแยกย่อยออกมาเป็นหน่วยงานภายในสังกัด เช่น กรมการศาสนา กรมศิลปากร กรมส่งเสริมวัฒนธรรม และรวมถึงกองทุนต่างๆ จะเห็นว่างบประมาณกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ ถูกนำไปใช้ในเชิงรักษาอนุรักษ์วัฒนธรรม ศิลปะเดิมของประเทศ แต่งบประมาณที่จะนำใช้เพื่อต่อยอดในอนาคตกลับมีน้อยมาก โครงการทั้งหมดภายใต้กระทรวงวัฒนธรรมมีเพียงโครงการเดียวที่เกี่ยวข้องกับ  Soft Power มากที่สุดคือ “โครงการส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรม ภาพยนตร์และวีดิทัศน์” มีจำนวน  40 ล้านบาท เท่านั้น คงไม่ต้องพูดว่าภารกิจอันใหญ่หลวงความหวังของคนไทยในการปั้นเศรษฐกิจ และการสร้างสรรค์นี้ คงไม่ต้องพูดถึงความเหมาะสมว่างบแค่นี้จะทำสำเร็จได้อย่างไร 


   
อย่างไรก็ตาม เข้าใจว่าทุกวันนี้รัฐก็มีภาระใหญ่ในการดูแลประชาชน หลังจากวิกฤตโควิด  การใช้งบต้องรอบคอบ แต่เรายังมีเงินกองทุนอยู่จำนวนมาก ที่นำมาพัฒนาและผลักดันอุตสาหกรรมนี้ได้ คือ "งบกองทุนสื่อสร้างสรรค์" ที่ทุกวันนี้มีงบบประมาณเฉลี่ยปีละ 600 ล้านบาท และกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมเพื่อประโยชน์สาธารณะ(กทปส.) ของ กสทช. ที่เอกชนส่งรายได้ก่อนหักค่าใช้จ่ายร้อยละ 2.5  ให้ กสทช.ทุกปี กองทุนนี้มีเงินทุน ณ สิ้นปี 64 อยู่ที่ 64,376 ล้านบาท

 

โดยเงินจำนวนมากเหล่านี้ถูกเก็บไว้ไม่ได้นำออกมาใช้ในการเสริมสร้างศักยภาพของประเทศให้เกิดการพัฒนาขับเคลื่อน และงบที่ขอเข้าไปในกองทุนนี้ยังถูกนำไปใช้อย่างกระจัดกระจาย จึงไม่สามารถเห็นผลที่ชัดเจนได้ เหมือนตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ หากเรานำเงินของกระทรวงวัฒนธรรม และกองทุนสื่อเหล่านี้ และงบจัดอีเวนท์ของกระทรวงต่างๆ มารวมกัน เราจะมีงบมากพอที่จะปักหลักยุทธศาสตร์เพื่อผลักดัน Soft Power ของไทยให้เสร็จได้
 
 
ทั้งนี้ยุทธศาสตร์เรื่อง Soft Power ที่ยกมาเป็นเพียงตัวอย่างข้อเสนอให้ผู้บริหารที่เกี่ยวข้องนำไปพิจารณาถึงการปรับแผนการทำงานเพื่อรองรับกับความผันผวนและความท้าทายโลกที่จะเกิดขึ้นในอนาคตในอีกหลายๆเรื่องเช่นปัญหาสิ่งแวดล้อม การเข้าสู่สังคมชรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแข่งขันนวัตกรรม ปัญหาดิจิทัลดิสรัปชั่น และการมาถึงโลกเมตาเวิร์สที่เกิดขึ้นแล้ว  และจะมีอิทธิพลต่อชีวิตเราในอีกไม่ช้า  แต่เรายังไม่มีแผนงานใดรับมือ

 

แม้วันนี้เราจะมีวิกฤตโควิด19 ให้ต้องแก้ไข รัฐบาลต้องใช้เงินจำนวนมากในการดูแลประชาชน แต่เมื่อเราพบว่ามีเงินมากเพียงพอ เพียงแต่ต้องปรับเปลี่ยนวิธีคิด และการทำงานอย่างมียุทธศาสตร์ระยะยาวและมีแผนปฏิบัติจริง เปลี่ยนรัฐจากที่เป็นผู้ลงมือทำเอง มาเป็นผู้สนับสนุนให้เอกชนมีความเข้มแข็ง เพื่อสร้างงานสร้างอาชีพและส่งต่อโอกาสในสังคมได้  เพียงเท่านี้ก็สามารถทำให้ประเทศไทยประสบความสำเร็จเหมือนที่รัฐบาลตั้งใจไว้ได้อย่างแน่นอน