ดังนั้นจะเห็นได้ว่าการจะผลักดัน Soft Power ไทยให้สำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม จุดเริ่มต้นสำคัญคือ รัฐต้องหันกลับมาให้ความสำคัญกับสื่อ ศิลปะและบันเทิงให้มีความเข้มแข็งเสียก่อน เพราะไม่เช่นนั้นแล้วการสร้างสรรค์ผลงานที่ต้องใช้ความชำนาญ พรสวรรค์เฉพาะด้าน เช่น การสร้างนักร้องศิลปิน การสร้างงานเพลง ภาพยนตร์ ซีรีส์ การออกแบบกราฟฟิกดีไซน์ จะเกิดขึ้นได้ยาก เพราะขาดต้นทุนทางด้านบุคลากร เงินทุนในการสร้างสรรค์ผลงาน และขาดตลาดที่จะแข่งขันเพื่อพัฒนาคุณภาพ
2. การกำหนดหน่วยงานที่รับผิดชอบอย่างชัดเจนเพื่อโฟกัสการทำงาน และ จัดทำแผนระยะยาวเพื่อไปสู่เป้าหมายได้สำเร็จ ยกตัวอย่างการจัดตั้ง Korean Film Council หรือ Kofic พร้อมการจัดตั้งกองทุนของเกาหลี ซึ่งเป็นการประกาศวิสัยทัศน์ให้เห็นถึงความเอาจริงเอาจังของรัฐ พร้อมกับกำหนดบทบาทความรับผิดชอบที่ชัดเจนไม่ให้เกิดความสับสน คือให้ Kofic ดูแลแผนงานและสนับสนุนเงินทุนให้เอกชนเพื่อนำไปสร้างผลงานคุณภาพ ให้อุตสาหกรรมนี้มีความเติบโตยิ่งขึ้น พร้อมกับการพัฒนาทุนมนุษย์ เพื่อป้อนคนมีความรู้ความสามารถเข้าสู่อุตสาหกรรม
แต่อุตสาหกรรมบันเทิงไทย ทุกวันนี้งบการเงินบริษัทเอกชน แค่ดูจากกราฟก็เห็นได้ว่ารายได้มีแนวโน้มลดต่ำลง และอยู่ในสภาวะที่ยากลำบากเพราะต้องต่อสู้กับวิกฤตดิจิทัลดิสรัปที่เกิดขึ้น ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาผลงานของไทยอยู่ในลักษณะมูฟออนเป็นวงกลม คือย่ำอยู่กับที่ และเมื่อเราประกาศเรื่องซอฟต์เพาเวอร์ก็ไม่มีหน่วยงานมารับผิดชอบที่ชัดเจน ที่ดูน่าจะเกี่ยวข้องที่สุดคือกระทรวงวัฒนธรรม แต่เท่าที่ดูงบประมาณก็เกิดคำถามว่างานที่เกิดขึ้นในกระทรวงนี้จะผลักดันให้เกิดขึ้นได้อย่างไร
3. การสนับสนุนเงินทุนที่จะสร้างเอกชนให้เข้มแข็งในการนำไปใช้พัฒนาคุณภาพงาน และพัฒนาบุคลากร จากที่ดูงบกระทรวงวัฒนธรรม จำนวน 6,747 ล้านบาท หากจำแนกแยกย่อยออกมาเป็นหน่วยงานภายในสังกัด เช่น กรมการศาสนา กรมศิลปากร กรมส่งเสริมวัฒนธรรม และรวมถึงกองทุนต่างๆ จะเห็นว่างบประมาณกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ ถูกนำไปใช้ในเชิงรักษาอนุรักษ์วัฒนธรรม ศิลปะเดิมของประเทศ แต่งบประมาณที่จะนำใช้เพื่อต่อยอดในอนาคตกลับมีน้อยมาก โครงการทั้งหมดภายใต้กระทรวงวัฒนธรรมมีเพียงโครงการเดียวที่เกี่ยวข้องกับ Soft Power มากที่สุดคือ “โครงการส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรม ภาพยนตร์และวีดิทัศน์” มีจำนวน 40 ล้านบาท เท่านั้น คงไม่ต้องพูดว่าภารกิจอันใหญ่หลวงความหวังของคนไทยในการปั้นเศรษฐกิจ และการสร้างสรรค์นี้ คงไม่ต้องพูดถึงความเหมาะสมว่างบแค่นี้จะทำสำเร็จได้อย่างไร
อย่างไรก็ตาม เข้าใจว่าทุกวันนี้รัฐก็มีภาระใหญ่ในการดูแลประชาชน หลังจากวิกฤตโควิด การใช้งบต้องรอบคอบ แต่เรายังมีเงินกองทุนอยู่จำนวนมาก ที่นำมาพัฒนาและผลักดันอุตสาหกรรมนี้ได้ คือ "งบกองทุนสื่อสร้างสรรค์" ที่ทุกวันนี้มีงบบประมาณเฉลี่ยปีละ 600 ล้านบาท และกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมเพื่อประโยชน์สาธารณะ(กทปส.) ของ กสทช. ที่เอกชนส่งรายได้ก่อนหักค่าใช้จ่ายร้อยละ 2.5 ให้ กสทช.ทุกปี กองทุนนี้มีเงินทุน ณ สิ้นปี 64 อยู่ที่ 64,376 ล้านบาท
โดยเงินจำนวนมากเหล่านี้ถูกเก็บไว้ไม่ได้นำออกมาใช้ในการเสริมสร้างศักยภาพของประเทศให้เกิดการพัฒนาขับเคลื่อน และงบที่ขอเข้าไปในกองทุนนี้ยังถูกนำไปใช้อย่างกระจัดกระจาย จึงไม่สามารถเห็นผลที่ชัดเจนได้ เหมือนตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ หากเรานำเงินของกระทรวงวัฒนธรรม และกองทุนสื่อเหล่านี้ และงบจัดอีเวนท์ของกระทรวงต่างๆ มารวมกัน เราจะมีงบมากพอที่จะปักหลักยุทธศาสตร์เพื่อผลักดัน Soft Power ของไทยให้เสร็จได้
ทั้งนี้ยุทธศาสตร์เรื่อง Soft Power ที่ยกมาเป็นเพียงตัวอย่างข้อเสนอให้ผู้บริหารที่เกี่ยวข้องนำไปพิจารณาถึงการปรับแผนการทำงานเพื่อรองรับกับความผันผวนและความท้าทายโลกที่จะเกิดขึ้นในอนาคตในอีกหลายๆเรื่องเช่นปัญหาสิ่งแวดล้อม การเข้าสู่สังคมชรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแข่งขันนวัตกรรม ปัญหาดิจิทัลดิสรัปชั่น และการมาถึงโลกเมตาเวิร์สที่เกิดขึ้นแล้ว และจะมีอิทธิพลต่อชีวิตเราในอีกไม่ช้า แต่เรายังไม่มีแผนงานใดรับมือ
แม้วันนี้เราจะมีวิกฤตโควิด19 ให้ต้องแก้ไข รัฐบาลต้องใช้เงินจำนวนมากในการดูแลประชาชน แต่เมื่อเราพบว่ามีเงินมากเพียงพอ เพียงแต่ต้องปรับเปลี่ยนวิธีคิด และการทำงานอย่างมียุทธศาสตร์ระยะยาวและมีแผนปฏิบัติจริง เปลี่ยนรัฐจากที่เป็นผู้ลงมือทำเอง มาเป็นผู้สนับสนุนให้เอกชนมีความเข้มแข็ง เพื่อสร้างงานสร้างอาชีพและส่งต่อโอกาสในสังคมได้ เพียงเท่านี้ก็สามารถทำให้ประเทศไทยประสบความสำเร็จเหมือนที่รัฐบาลตั้งใจไว้ได้อย่างแน่นอน