1.3 ล้านเสียงของพี่น้องชาวกทม.หนุนส่งให้"ช้ชชาติ สิทธิพันธุ์" ผงาดขึ้นเป็นผู้ว่าฯกทม. คนที่ 17 นั้นไม่ใช่ได้มาง่ายๆ หากแต่เป็นการสร้างฐานความนิยมผ่านการสื่อสาร เข้าถึงผู้คนในลักษณะสั่งสมเตรียมตัวมาเป็นเวลานานแล้ว อีกประการสำคัญคือ ทีมงานที่อยู่รอบกาย

เกาะติดข่าวสาร >> Nation Online
logoline

 

ทันทีที่ "ชัชชาติ สิทธิพันธุ์" ได้รับความไว้วางใจจากพี่น้องชาวกทม.เทคะแนนให้อย่างถล่มทลาย 1.3 ล้านเสียง ขึ้นสู่เก้าอี้ผู้ว่าฯกทม. ซึ่ง คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) จะมีการประกาศรับรอง "ชัชชาติ สิทธิพันธุ์"  เป็นผู้ว่าฯกทม.คนที่ 17 ในเร็ววันนี้ 

 

 

แต่สำหรับ ว่าที่"ผู้ว่าฯกทม."คนใหม่ ดูไม่รอช้า มีการขยับทำงานทันทีดังเห็นได้จากหลังจากทราบผลการนับคะแนน "ชัชชาติ"  ส่งสัญญาณแรกไปถึงผู้บริหาร ข้าราชการ กทม.

 

"สิ่งแรกที่อยากทำ ฝากข้าราชการ กทม.ทั้งหมด ช่วยไปอ่านนโยบายทั้งหมดในเว็บไซต์ 213 ข้อ และนโยบายรายเขต 50 เขต กรุณาอ่านให้ละเอียด นี่คือส่งที่ประชาชนเขาต้องการผ่านการเลือกตั้ง ถ้าอ่านไม่เข้าใจก็มาถาม หรือไม่เห็นด้วยตรงไหนคุยกัน เป็นจุดเลี้ยวจุดเริ่มที่ต้องเดินไปด้วยกัน หากไม่เห็นด้วยก็ให้มาคุยกัน แต่ขอให้ศึกษานิดหนึ่งจะได้เข้าใจ" 

 

วันรุ่งขึ้น เมื่อวันที่ 23 พ.ค. "ชัชชาติ"  ลงพื้นที่ขอบคุณพี่น้องชาวกทม. พร้อมกับสำรวจคูคลองระบบการระบายน้ำคลองลาดพร้าว เช่นเดียวกับวันที่ 24 พ.ค. เขาได้ปฏิบัติกิจวัตรประจำวันด้วยการวิ่งออกกำลังกายตั้งแต่ตีห้า ทักทายพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะได้พบกับเจ้าหน้าที่ทำความสะอาด กทม. ด้วยการถ่ายรูปร่วมกัน พร้อมกับนำเสนอข้อความว่า " ถ่ายรูปกับเพื่อนร่วมงานในอนาคต"  

 

ชัชชาติ  สิทธิพันธุ์ ว่าที่ผู้ว่าฯกทม. ถ่ายรูปร่วมกับเจ้าหน้าที่ทำความสะอาด กทม.

 

หลังจากนี้ อีกไม่นาน เมื่อกกต. ประกาศรับรอง"ชัชชาติ สิทธิพันธุ์" เป็นผู้ว่าฯกทม. อย่างเป็นทางการ  จะเข้าสู่กระบวนการจัดโครงสร้างบุคลากรผู้บริหารในการขับเคลื่อนนโยบาย 200 กว่าข้อ ตามที่ชัชชาติ ส่งสัญญาณไปถึงขรก.กทม.ตั้งแต่วันแรกๆแล้ว 

 

    

 

แน่นอนว่า ทุกสายตาต่างจับจ้องไปยังคณะผู้บริหารที่ "ชัชชาติ" ต้องเลือกเฟ้นมาทำงานร่วมกันในศาลาว่าการ กทม.  ซึ่งหนีไม่พ้นบรรดาทีมงานที่อยู่ทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังในการวางแผน ออกแบบนโยบาย จนทำให้ "ชัชชาติ" ประสบความสำเร็จได้เป็น "ผู้ว่าฯกทม."   

ผศ.ดร. เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์  หรือ ดร.ยุ้ย

 

รายแรกเป็นใครไปไม่ได้ "ดร.ยุ้ย"  เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ แปะชื่อนี้ไว้ในศาลาว่าการกทม.อันดับต้นๆ เพราะเธอ คือผู้อยู่ทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง ตั้งแต่ การร่วมจัดทำนโยบาย 213 ข้อ ขณะเดียวลงพื้นที่ขอคะแนนพร้อมกับรับฟังปัญหาพี่น้องชาวกทม. แบบถึงไหนถึงกันกับชัชชาติ  

 

เปิดโฉมหน้ากุนซือเบื้องหน้า เบื้องหลัง "ชัชชาติ" ยึดเก้าอี้ผู้ว่าฯกทม.65

 

ผศ.ดร. เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ หรือ ดร.ยุ้ย เป็นชาวกรุงเทพมหานครโดยกำเนิด จบการศึกษาจากโรงเรียนมาแตร์เดอี โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา และคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก่อนจะไปศึกษาต่อชั้นปริญญาโทด้านการเงินที่ University of California at Riverside และปริญญาโทและเอกด้านเศรษฐศาสตร์ โดยทุนของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่ Claremont Graduate University เมื่อสำเร็จปริญญาเอก ได้เข้ามาเป็นอาจารย์ประจำภาควิชาการธนาคารและการเงิน คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก่อนจะร่วมช่วยงานของครอบครัวด้านพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และก้าวขึ้นเป็นกรรมการผู้จัดการบริษัท เสนา ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน)  

 

ด้วยความที่มีประสบการณ์ด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์จึงรู้รอบถึงแนวทางการพัฒนาเมืองทันสมัยตามไปด้วย  เรียกได้ว่า เป็นมันสมองสำคัญผลักดันแนวนโยบายพัฒนากทม. ให้เป็นผลสำเร็จ ตลอดวาระการทำงานของผู้ว่าฯกทม. พร้อมกันนี้ ยังเป็นแกนหลักในการระดมทีมผู้เชี่ยวชาญ "จุฬาฯคอนเนคชั่น" มาช่วยผู้ว่าฯชัชชาติ เร็วๆนี้ด้วย  

 

เปิดโฉมหน้ากุนซือเบื้องหน้า เบื้องหลัง "ชัชชาติ" ยึดเก้าอี้ผู้ว่าฯกทม.65

 

ขณะที่การขับเคลื่อนทางการเมือง "ชัชชาติ" ได้รับคำปรึกษาผ่าน บิ๊กเนมที่คว่ำหวอดทางการเมืองมานาน นั่นคือ  "นิคม ไวยรัชพาณิช" 

 

เมื่อเอ่ยชื่อกุนซือขมองอิ่มรายนี้ ทำให้คอการเมืองนึกถึงเขาในตำแหน่ง "ประธานวุฒิสภา" ในยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ขึ้นมาทันที ด้วยการสร้างวีรกรรมทางการเมืองไว้อย่างน่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นหัวขบวนผลักดันแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นให้วุฒิสภามาจากการเลือกตั้ง ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการแก้รัฐธรรมนูญประเด็นที่มาของส.ว. ไม่เป็นไปตามเจตจำนงค์ของรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้มีมติเป็นเอกฉันท์ชี้มูลความผิดกรณีจงใจใช้อำนาจหน้าที่กระทำผิดบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา 270 ทำให้เขาต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ ในวันที่ 20 มีนาคม 2557  

 

หลังคสช.เข้ายึดอำนาจ พร้อมประกาศให้มีการเลือกตั้ง  นิคม มาตามคำเรียกร้องจากคนแดนไกล  ลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ สังกัดพรรคไทยรักษาชาติ ลำดับที่ 18 แต่พรรคไทยรักษาชาติ ถูกศาลรัฐธรรมนูญตัดสินยุบพรรคก่อนวันเลือกตั้งนั่นเอง 

 

ถามว่า "นิคม ไวยรัชพาณิช" จับพลัดจับผลูมาเป็นกุนซือชัชชาติได้อย่างไร  ประการแรกนอกจากสายสัมพันธ์ทางการเมืองกับพรรคเพื่อไทย สมัย ยิ่งลักษณ์ เป็นนายกฯ และ ชัชชาติ ก็ดำรงตำแหน่งรมว.คมนาคม แม้ว่าวันนี้ ชัชชาติจะประกาศว่าเขาสมัครเลือกตั้งเป็นผู้ว่าฯกทม.แบบอิสระก็ตาม แต่ในทางการเมืองปฏิเสธไม่ได้เลยความสัมพันธ์จากแกนนำเพื่อไทย ยิ่งลักษณ์ - ทักษิณ  กับ ชัชชาติ ก็ยังประสานกำลังทำงานทางการเมือง

 

ประการต่อมา "นิคม" เคยรับราชการในสังกัดกรุงเทพมหานคร ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2516 เคยดำรงตำแหน่งสูงสุดคือ รองปลัดกรุงเทพมหานคร (ระดับ 10)  ก่อนที่จะได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภา จ.ฉะเชิงเทรา ในการเลือกตั้ง เมื่อปี 2551 และได้รับเลือกจากวุฒิสภา ให้ดำรงตำแหน่งรองประธานวุฒิสภา คนที่ 1 เมื่อวันที่ 18 มีนาคม เมื่อปี 2551 ฉะนั้น จึงมีประสบการณ์ เกี่ยวกับโครงสร้างภายในกทม. ในการเป็นข้อมูลให้กับ ชัชชาติ 

 

สำหรับ "พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก" อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม อีกหนึ่งบุคคลที่จะเข้ามาเป็นทีมงาน"ชัชชาติ" ในการบริหารกรุงเทพมหานคร โดย พล.อ.นิพัทธ์ นับว่ามีความถนัดเรื่องการพัฒนาและอนุรักษ์เมืองเชิงวัฒนธรรม จะมีชื่อเข้ามาดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องนี้  

 

เปิดโฉมหน้ากุนซือเบื้องหน้า เบื้องหลัง "ชัชชาติ" ยึดเก้าอี้ผู้ว่าฯกทม.65

 

ส่วนด้านงานการเมือง ปฏิเสธไม่ได้ว่า "พล.อ.นิพัทธ์" เป็นนายทหารเติบโตมาในยุครัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ และการเข้ามาร่วมทีมของชัชชาติครั้งนี้ จึงถูกจับตาเพื่อเป็นเกราะด้านการทหาร ให้กับผู้ว่าฯ คนที่ 17 ของชาวกรุงเทพมหานคร