“แต่นี่ท่านเป็นเจ้าคุณชั้นราช กลับไม่สำรวมในกิริยาไปสร้างความร้าวฉานให้เกิดขึ้นระหว่างนิกายมันจะไม่เป็นผลดีต่อใครเลย พุทธะอิสระจึงใคร่ อย่างจะส่งสารเตือนสติหลวงพี่ว่า ทำเป็นไม่รู้ซักเรื่องก็ได้ ไม่มีใครเขาว่าหลวงพี่โง่ดอก หากขืนทำตนเป็นคนรอบรู้ เป็นกูรูผู้เจนจบ ครบรสทุกเรื่อง อย่างที่เป็นอยู่ สุดท้ายจุดจบอาจจะไม่สวยก็เป็นได้ อย่าไปหลงแสงตามสื่อ ที่เขายื่นไฟและไมค์ให้เลย”
อะไรที่ยังไม่รู้หรือรู้ไม่จริง เงียบไว้บ้างก็ไม่เห็นจะมีใครว่า พุทธะอิสระหวังดีต่อท่านอย่างจริงใจ ในฐานะที่เราเคยร่วมงานในการเผยแพร่ธรรม สอนสามเณร แถวคลองเตยร่วมกัน จึงอยากให้หลวงพี่ได้ใคร่ครวญดู
จากนั้น “อดีตพระพุทธะอิสระ” โพสต์อีกครั้งถึงกรณี “หมอปลา” อีกครั้งว่า กรณีการสร้างสถานกาณ์ของหมอปลาและพวกนักข่าว เพื่อเข้ารุกไล่ ย่ำยีหลวงปู่แสง มันทำให้สังคมได้รับรู้ถึงจิตใจของผู้กระทำว่ามันโสมม สกปรกเพียงใด เพิ่งจะรู้นะว่า การที่จะเป็นคนให้ดูดี มีเอฟซีมากๆ ในยุคนี้ มันจะกล้าทำทุกอย่าง โดยไม่สน ไม่ใส่ใจดี ชั่ว ถูก ผิดใดๆ ยิ่งไม่ต้องถามหามโนธรรมในจิตใจว่ายังมีกันอยู่หรือไม่
ไม่เข้าใจเหมือนกันว่า การตะเกียกตะกาย ขวนขวายเพื่อจะเป็นคนดี คนเด่น คนดัง นี่มันต้องทำกันถึงขนาดนี้ หรือว่ายุคสมัยนี้เขาไม่สนกับคำว่า ละอายชั่ว กลัวบาปกันแล้ว หรือว่า สังคมยินยอม รับได้กับพฤติกรรมล่อซื้อ สร้างหลักฐานเท็จ โดยที่ความผิดนั้นๆ มันมิได้เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ แต่ต้องไปสร้างเรื่องขึ้นมา เพื่อสร้างภาพให้เหยื่อนั้นกลายเป็นคนชั่วร้ายขึ้นในพริบตา
งานนี้ กรณีหลวงปู่แสงที่ถูกล็อคเป้า ดูจะมีการวางแผน แจกแจงหน้าที่เพื่อสร้างเรื่องอัปรีย์ ยัดเยียดให้กับปลวงปู่แสง โดยใช้ความบกพร่อง อ่อนแอของเหยื่อมาเป็นเครื่องหลอกล่อ แล้วบันทึกภาพเก็บหลักฐาน พฤติกรรมสุดเลวแบบนี้ มันจะไม่สัมฤทธิ์ผลเลย ถ้าไม่มีผู้กำกับบท ฝากสังคมให้ช่วยกันลากคอผู้กำกับบทกลุ่มนี้มาให้สังคมประณาม รุกไล่ให้หลาบจำเสียที อย่าปล่อยให้พวกไร้มโนธรรมพวกนี้ มีที่ยืนในสังคม
จากนั้นนายไพรวัลย์ วรรณบุตร อดีตพระนักเทศน์ชื่อดัง โพสต์ตอบโต้ “อดีตพระพุทธะอิสระ” ว่า “จุดจบสวยต้องยังไงอ่ะ โดนตำรวจบุกเข้าไปลากคอถึงที่นอนป่ะ หรือจะเป็นพระก็ไม่ได้ จะเป็นฆราวาสก็ไม่เป็น สุภาษิตไทยมีอันหนึ่งนะที่บอกว่า ขว้างงูไม่พ้นคอ หรือ ว่าแต่เขาอีเหนาเป็นเอง ถุยน้ำลายเพื่อจะรดฟ้า แต่น้ำลายดันตกใส่หน้าเจ้าของ กราบหลวงพ่อพยอมครับ”