“ผบ.ตร.” แจงปมสงสัยคดีแตงโม ทุกพยานหลักฐานของแท้ ทำงานรูปแบบคณะกรรมการ หมดสิทธิ์แทรกแซง คำอธิบายต้องยกทั้งองค์รวม ไม่ควรหยิบส่วนเดียวขึ้นถก ยอมรับไร้สิ่งบ่งชี้ชัดช่วงเกิดเหตุ จึงจำเป็นหาข้อมูลประกอบ มั่นใจ ทุกข้อสงสัยของสังคมได้ เหมือนคดีเกาะเต่า

เกาะติดข่าวสาร >> Nation Online
logoline

พล.ต.อ. สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.) ยืนยัน  การสอบสวนคดีการเสียชีวิตของ น.ส.ภัทรธิดา พัชรวีระพงษ์ หรือ แตงโม ไม่มีการสร้างพยานหลักฐานเท็จ ตามที่ นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงษ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม  กล่าวอ้าง ซึ่งประเด็นหยิบตั้งข้อสังเกตุ  ได้มอบหมายให้จเรตำรวจ และให้พนักงานสอบสวนที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ ตรวจสอบข้อมูลหลักฐานเพิ่มเติมในทุกประเด็นแล้ว  

 

ไม่ว่าจะเป็น ร่องรอยบาดแผลบนร่างของผู้เสียชีวิต ที่มีการตั้งข้อสังเกตว่า ไม่ได้เกิดจากใบพัดเรือ แต่อาจเป็นของมีคม ซึ่งประเด็นนี้พนักงานสอบสวน ยืนยันว่า พยาน หลักฐานในจุดเกิดเหตุไม่พบ มีด หรือของมีคม ที่พิสูจน์ได้ว่าเป็นต้นเหตุให้เกิดบาดแผลดังกล่าว

 

ส่วนที่อ้างตำรวจระดับ นายพล  อักษรย่อ ว.ที่รับผิดชอบคดีแตงโม มีความใกล้ชิดสนิทสนมกับตัวเอง พล.ต.อ.สุวัฒน์ ระบุว่าในฐานะที่ดำรงตำแหน่ง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ย่อมมีผู้ใต้บังคับบัญชาทั่วประเทศรวมกว่า 200,000 นาย ขณะเดียวกัน ตำรวจมีการสอบสวนในรูปแบบคณะกรรมการสอบสวนชุดใหญ่ และทำงานตามกระบวนการยุติธรรม ซึ่งในกระบวนการสอบสวน คงไม่สามารถนำ พยาน หลักฐานต่างๆ มาถกเถียงกันในสื่อสังคมออนไลน์ได้

พล.ต.อ. สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.)

ในคดี หากมีพยานหลักฐานชัดเจนช่วงที่แตงโมตกเรือ การสอบสวนคงง่ายขึ้น แต่เมื่อไม่มีพยานหลักฐานในประเด็นนี้ ตำรวจจำเป็นต้องหาข้อมูลพยานหลักฐานอื่นมาประกอบ เพื่อตอบข้อสงสัยในส่วนนี้ให้ได้

ส่วนสำนวนการสอบสวนคดีนี้ ตำรวจส่งกลับให้อัยการแล้ว หลังสอบสวนเพิ่ม 20 ประเด็นตามที่อัยการให้ความเห็นมา แต่ยอมรับว่า หากมีประเด็นใดที่จำเป็นต้องรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติมให้รัดกุมมากขึ้น ก็ยังสามารถสอบสวนเพิ่มได้ในอนาคต

 

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ยังยืนยันว่า การสอบสวนไม่มีการตั้งธงของคดี แต่ต้องทำไปตามพยานหลักฐานที่มีอยู่ และคลี่คลายในแต่ละประเด็น เพื่อตอบคำถามที่ตั้งไว้ให้ได้เท่านั้น และหากคดีแตงโมเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาล มีการนำพยานหลักฐานไปต่อสู้คดีกันในชั้นนั้นแล้วก็เชื่อว่า  คำพิพากษาจากศาล คดีจะคลี่คลาย ตอบข้อสงสัยของสังคมได้ เช่น เดียวกับคดีเกาะเต่า 

โดยคดีเกาะเต่า ซึ่งเป็นประเด็นใหญ่กว่า จากความเกี่ยวพันระหว่างประเทศ รวมถึงมีหน่วยงานตำรวจจากประเทศอังกฤษเข้ามาตรวจสอบการทำงานของตำรวจไทย รวมถึง สถานทูตที่เข้ามาควบคุมตรวจสอบการทำงานของตำรวจไทย ซึ่งขณะนั้นสังคมก็ตั้งคำถามเกี่ยวกับการทำงานของตำรวจไทยว่า มีการทำงานไม่ถูกต้อง ช่วยเหลือผู้กระทำความผิด แต่เมื่อขั้นตอนเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม มีการพิจารณาคดีในชั้นศาล จนศาลมีคำสั่งประหารชีวิตผู้กระทำความผิดตามพยานหลักฐานแล้ว ทุกหน่วยงานระหว่างประเทศก็ยอมรับในการทำงานของตำรวจไทย สังคมก็ไม่ได้กลับมาพูดถึงอีก เช่นเดียวกับประเด็นที่เกิดขึ้นในตอนนี้ หลังมีการพิจารณาก็เชื่อว่าคดีแตงโมก็จะเป็นในลักษณะเดียวกัน

 

ส่วนกรณีที่มีหลักฐานคดีของทางตำรวจหลุดออกไป รวมถึงคลิปนิติเวชตำรวจที่นายอัจฉริยะ นำมาแถลงโจมตีตำรวจ ขณะนี้ ตนได้สั่งการให้มีการตรวจสอบว่า หลุดมาจากช่องทางใด  ใครเป็นผู้นำออกไปเผยแพร่

 

ส่วน การนำเสนอข้อมูลพาดพิงสร้างความเสื่อมเสียแก่ตำรวจ ตำรวจมีความจำเป็นต้องพิจารณาใช้กฎหมายที่มีอยู่ในการดำเนินคดีเพื่อปกป้องการทำงาน โดยให้แต่ละหน่วยงานพิจารณาตามความเหมาะสม  หากนิ่งเฉย ไม่บังคับใช้กฎหมาย อาจเท่ากับ ยอมรับว่าข้อกล่าวหานั้นเป็นความจริง

พล.ต.อ. สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.)