ด้าน พ.ต.อ.รัฐศักดิ์ รักสลาม รองผู้บังคับการตำรวจนครบาล 3 ยืนยันตำรวจมีหลักฐานการโอนเงินจากบัญชีผู้เสียหาย ทั้ง 3 ราย เข้าบัญชีโดยตรงของ พระมนตรา และบัญชีสีกาที่เป็นเลขาส่วนตัวของพระมนต์ตรา โดยผู้เสียหายรายที่ 1 โอนเงินเข้าบัญชีของพระมนตรา กว่า 8.6 ล้านบาท ผู้เสียหายรายที่ 2 โอนเข้าบัญชีของพระมนตรากว่า 6.2 ล้านบาท และผู้เสียหายรายที่ 3 โอนเงิน จำนวนกว่า 3.4 ล้านบาท รวมทั้งหมดกว่า 18.4 ล้านบาท
ซึ่งจากการขยายผลพบการโอนเงินของผู้เสียหาย ไปบัญชีปลายทางของหญิงสาวรายหนึ่งที่ทำงานอยู่ในบ่อน ฝั่งกัมพูชา ตำรวจจึงกำลังตรวจสอบว่า พระมนตรา ติดการพนันหรือไม่ เหตุใดถึงต้องใช้เงินจำนวนมาก โดยจะประสาน สตม. ตรวจสอบการเดินทางเข้าออกประเทศของพระมนตรา ว่ามีประวัติการเดินทางไปยังฝั่งกัมพูชาบ้างหรือไม่
สำหรับแนวทางการสืบสวนสอบสวนพบว่า กลโกงของ พระมนตรา และพวกรวม 6 คน ร่วมกันวางแผน โดยอาศัยความเป็นพระไปหลอกเอาเงินจากลูกศิษย์ ในช่วงที่ผู้เสียหายมาทำบุญ ปฏิบัติธรรม โดยกุเรื่องว่ามีลูกศิษย์ ซึ่งชนะคดีมรดกในศาล ได้ทรัพย์มรดกจำนวนมากแต่ไม่มีเงินวางประกันต่อศาล หากทางผู้เสียหายต้องการช่วยเหลือ จะได้ผลตอบแทนเป็นเงินในอัตราที่สูงกว่าเงินต้นหลายเท่าตัว จนทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินเข้าบัญชีดังกล่าว โดยมีผู้ร่วมขบวนการ เป็นหญิงสาวพี่น้องฝาแฝด ทำหน้าที่โอนเงินจากบัญชีของพระมนตรา กระจายไปยังบัญชีเครือญาติ 6 บัญชี และบัญชีของหญิงสาวที่ทำงานอยู่ในบ่อนพนัน
นอกจากนี้ ยังได้กำชับให้ทาง สน.มีนบุรี ประสานตรวจสอบข้อมูลกับสำนักพระพุทธศาสนาฯ ถึงการจัดตั้งสำนักปฏิบัติธรรมดังกล่าวว่ามีการดำเนินการถูกต้องตามขั้นตอนหรือไม่ รวมถึงให้ตรวจสอบเกี่ยวกับที่ดินที่ใช้ในการตั้งสำนักปฏิบัติธรรมว่ามาจากผู้ใด เพราะในส่วนของผู้เสียหายทางตำรวจมีข้อมูลอีกว่า นอกจากมีการเรียกระดมเงินยังมีการรับบริจาคเป็นที่ดินหลายแปลง ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบว่าที่ดินที่มีการบริจาคให้ไปดังกล่าวมีการนำไปทำอะไร และใครเป็นผู้ครอบครองอยู่ขณะนี้ เพราะหากผู้ที่ครอบครองต่อจากเจ้าของเดิมเป็นชื่อบุคคลอื่น ก็ถือว่าเข้าข่ายผิดเจตนาของผู้บริจาค เพราะไม่สามารถซื้อขายได้
ขณะที่ผู้ร่วมขบวนการอีก 4 คน อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขอหมายจับต่อศาล โดยช่วงบ่ายวันนี้พนักงานสอบสวนจะคุมผู้ต้องหาทั้ง 2 ราย ฝากขังที่ศาลมีนบุรี พร้อมกับการคัดค้านการประกันตัว ซึ่งในส่วนของพระมนตรา ยังคงยืนยันว่าจะไม่กล่าวคำลาสิกขา แต่หากศาลไม่ให้ประกันตัว ก็จะยอมลาสิกขาเอง
ภายหลังตำรวจ สน.มีนบุรี ได้ควบคุมตัว พระมนตรา และนางสาวสายฝน ลูกศิษย์คนใกล้ชิด ฝากขังศาลอาญามีนบุรีในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงทรัพย์ โดยเมื่อผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามว่า ได้ก่อเหตุหลอกลูกศิษย์ไปจริงหรือไม่ พระมนตราและนางสาวสายฝน ปฏิเสธที่จะตอบคำถาม
ทั้งนี้ระหว่างเจ้าหน้าที่กำลังควบคุมตัวทั้งสองคนไปฝากขังต่อศาล ได้มีชายคนหนึ่งซึ่งคาดว่าเป็นหนึ่งในผู้เสียหายได้เดินเข้ามาชี้หน้า พร้อมบอกว่า อย่าไปไหน ไม่คุยให้เป็นไปตามกฏหมาย ส่วนทางด้านพระมนตราได้บอกเดี๋ยวเราค่อยคุยกัน ทำให้ทาง พ.ต.อ.กฤษ ป้อมน้อย ผกก.สน.มีนบุรี ต้องเข้าห้ามเอาไว้และแยกคู่กรณีออกไป
เมื่อผู้สื่อข่าวเข้าไปสอบถามชายที่เดินมาหาพระมนตรา ระบุเพียงสั้น ๆ ว่า ไม่อยากออกสื่อ อยากได้เงินคืนเท่านั้น ปล่อยให้เป็นไปตามกฏหมาย
อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่ได้เตรียมชุดขาวไว้ให้พระมนตราเปลี่ยนแต่ทางพระมนตรา กลับไม่ยอมเปลี่ยน และจะไม่สึก