ฉาวอีกแล้ว! ตร.มีนบุรี จับ “พระมนตรา” หลอกเงินเหยื่อกว่า 18 ล้านบาท อ้างช่วยประกันตัวลูกศิษย์คดีมรดก แล้วจะให้ผลตอบแทนสูง ตร.คาดอาจติดพนันออนไลน์ หลังสอบเส้นทางการเงินพบถูกโอนให้บ่อนพนันประเทศเพื่อนบ้าน

เกาะติดข่าวสาร >> Nation Online
logoline

ความคืบหน้ากรณีมีผู้เสียหาย 3 คน แจ้งความตำรวจ สน.มีนบุรี ว่าถูก พระมนตรา จิตตภาโร หรือชื่อเดิม นายมนตรา สืบทอง กับคนใกล้ชิด ร่วมกันหลอกเงิน กว่า 18 ล้านบาท โดยชักชวนให้ผู้เสียหายไปช่วยเหลือลูกศิษย์อีกคนที่มีเรื่องฟ้องร้องอยู่ในชั้นศาล ซึ่งชนะคดีแล้วแต่ไม่มีเงินวางประกัน จึงขอเงินวางในชั้นศาลโดยอ้างว่าหากมอบเงินให้ 1 แสนบาท จะได้เงินตอบแทนถึง 10 ล้านบาท แต่เมื่อตำรวจตรวจสอบพบว่า เงินส่วนใหญ่ถูกโอนต่อไปยังผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งทำหน้าที่ด้านบัญชีอยู่ในบ่อนการพนันประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเจ้าตัวอ้างว่า เงินที่เข้ามาในบัญชีเพื่อแลกชิปเล่นพนันออนไลน์ โดยส่วนใหญ่ใช้ชื่อว่า "นิพนธ์" และ "พระมนตรา"

ล่าสุดวันนี้ (11 พ.ค.) ตำรวจ สน.มีนบุรี นำหมายศาลเข้าจับกุม "พระมนตรา" ผู้ก่อตั้งสำนักวิปัสสนานิมิตรใหม่ สังเวชนียสถาน ย่านมีนบุรี และนางสาวสายฝน ลูกศิษย์คนใกล้ชิด ในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงทรัพย์ ที่บ้านพักหลังหนึ่งใน อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี เบื้องต้น "พระมนตรา" ให้การภาคเสธและไม่ยอมสึก แม้พนักงานสอบสวนนำตัวไปพบกับเจ้าคณะจังหวัดก็ตาม
 

พระมนตรา ยืนยันว่า ไม่ได้เป็นคนฉ้อโกงเงินจำนวน 18 ล้านบาท แต่เป็นฝีมือของกลุ่มคนที่ไม่พอใจตัวเอง รวมไปถึงมีความละโมบอยากได้เงินจึงมีการสร้างเรื่องขึ้นมา และกล่าวหาตัวเอง แต่ไม่ขอเปิดเผยในรายละเอียดกับสื่อมวลชน ขอไปสู้คดีในชั้นศาล 
ส่วนที่ได้เดินทางออกจากสำนักวิปัสสนาฯ มาอยู่ที่ จ.ชลบุรี นั้น ยืนยันไม่ได้เป็นการหลบหนี แต่เป็นการเดินทางไปหาญาติโยมที่รู้จักกัน เนื่องจากก่อนเดินทางได้มีการประสานผ่านทนายความส่วนตัวทราบว่าไม่มีการออกหมายจับ ในช่วงวันที่ 30 เม.ย. ที่ผ่านมา จึงได้เดินทางไป ก่อนจะมาทราบว่ามีการออกหมายจับในวันที่ 6 พ.ค. ที่ผ่านมา จึงได้มีประสานให้ทนายความเตรียมการเอกสารและการประกันตัว แต่ก็มาถูกจับกุมเสียก่อน โดยตนขอยืนยันจะสู้ในผ้าเหลืองไปจนกว่าที่ศาลจะไม่ให้ประกันตัว หากศาลไม่ให้ประกันตัวก็จะยอมกล่าวคำลาสิกขาด้วยตัวเอง
 

ด้าน พ.ต.อ.รัฐศักดิ์ รักสลาม รองผู้บังคับการตำรวจนครบาล 3 ยืนยันตำรวจมีหลักฐานการโอนเงินจากบัญชีผู้เสียหาย ทั้ง 3 ราย เข้าบัญชีโดยตรงของ พระมนตรา และบัญชีสีกาที่เป็นเลขาส่วนตัวของพระมนต์ตรา โดยผู้เสียหายรายที่ 1 โอนเงินเข้าบัญชีของพระมนตรา กว่า 8.6 ล้านบาท ผู้เสียหายรายที่ 2 โอนเข้าบัญชีของพระมนตรากว่า 6.2 ล้านบาท และผู้เสียหายรายที่ 3 โอนเงิน จำนวนกว่า 3.4 ล้านบาท รวมทั้งหมดกว่า 18.4 ล้านบาท 

ซึ่งจากการขยายผลพบการโอนเงินของผู้เสียหาย ไปบัญชีปลายทางของหญิงสาวรายหนึ่งที่ทำงานอยู่ในบ่อน ฝั่งกัมพูชา ตำรวจจึงกำลังตรวจสอบว่า พระมนตรา ติดการพนันหรือไม่ เหตุใดถึงต้องใช้เงินจำนวนมาก โดยจะประสาน สตม. ตรวจสอบการเดินทางเข้าออกประเทศของพระมนตรา ว่ามีประวัติการเดินทางไปยังฝั่งกัมพูชาบ้างหรือไม่
สำหรับแนวทางการสืบสวนสอบสวนพบว่า กลโกงของ พระมนตรา และพวกรวม 6 คน ร่วมกันวางแผน โดยอาศัยความเป็นพระไปหลอกเอาเงินจากลูกศิษย์ ในช่วงที่ผู้เสียหายมาทำบุญ ปฏิบัติธรรม โดยกุเรื่องว่ามีลูกศิษย์ ซึ่งชนะคดีมรดกในศาล ได้ทรัพย์มรดกจำนวนมากแต่ไม่มีเงินวางประกันต่อศาล หากทางผู้เสียหายต้องการช่วยเหลือ จะได้ผลตอบแทนเป็นเงินในอัตราที่สูงกว่าเงินต้นหลายเท่าตัว จนทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินเข้าบัญชีดังกล่าว โดยมีผู้ร่วมขบวนการ เป็นหญิงสาวพี่น้องฝาแฝด ทำหน้าที่โอนเงินจากบัญชีของพระมนตรา กระจายไปยังบัญชีเครือญาติ 6 บัญชี และบัญชีของหญิงสาวที่ทำงานอยู่ในบ่อนพนัน

นอกจากนี้ ยังได้กำชับให้ทาง สน.มีนบุรี ประสานตรวจสอบข้อมูลกับสำนักพระพุทธศาสนาฯ ถึงการจัดตั้งสำนักปฏิบัติธรรมดังกล่าวว่ามีการดำเนินการถูกต้องตามขั้นตอนหรือไม่ รวมถึงให้ตรวจสอบเกี่ยวกับที่ดินที่ใช้ในการตั้งสำนักปฏิบัติธรรมว่ามาจากผู้ใด เพราะในส่วนของผู้เสียหายทางตำรวจมีข้อมูลอีกว่า นอกจากมีการเรียกระดมเงินยังมีการรับบริจาคเป็นที่ดินหลายแปลง ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบว่าที่ดินที่มีการบริจาคให้ไปดังกล่าวมีการนำไปทำอะไร และใครเป็นผู้ครอบครองอยู่ขณะนี้ เพราะหากผู้ที่ครอบครองต่อจากเจ้าของเดิมเป็นชื่อบุคคลอื่น ก็ถือว่าเข้าข่ายผิดเจตนาของผู้บริจาค เพราะไม่สามารถซื้อขายได้

ขณะที่ผู้ร่วมขบวนการอีก 4 คน อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขอหมายจับต่อศาล โดยช่วงบ่ายวันนี้พนักงานสอบสวนจะคุมผู้ต้องหาทั้ง 2 ราย ฝากขังที่ศาลมีนบุรี พร้อมกับการคัดค้านการประกันตัว ซึ่งในส่วนของพระมนตรา ยังคงยืนยันว่าจะไม่กล่าวคำลาสิกขา แต่หากศาลไม่ให้ประกันตัว ก็จะยอมลาสิกขาเอง

ภายหลังตำรวจ สน.มีนบุรี ได้ควบคุมตัว พระมนตรา และนางสาวสายฝน ลูกศิษย์คนใกล้ชิด ฝากขังศาลอาญามีนบุรีในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงทรัพย์ โดยเมื่อผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามว่า ได้ก่อเหตุหลอกลูกศิษย์ไปจริงหรือไม่ พระมนตราและนางสาวสายฝน ปฏิเสธที่จะตอบคำถาม 

ทั้งนี้ระหว่างเจ้าหน้าที่กำลังควบคุมตัวทั้งสองคนไปฝากขังต่อศาล ได้มีชายคนหนึ่งซึ่งคาดว่าเป็นหนึ่งในผู้เสียหายได้เดินเข้ามาชี้หน้า พร้อมบอกว่า อย่าไปไหน ไม่คุยให้เป็นไปตามกฏหมาย ส่วนทางด้านพระมนตราได้บอกเดี๋ยวเราค่อยคุยกัน ทำให้ทาง พ.ต.อ.กฤษ ป้อมน้อย ผกก.สน.มีนบุรี ต้องเข้าห้ามเอาไว้และแยกคู่กรณีออกไป

เมื่อผู้สื่อข่าวเข้าไปสอบถามชายที่เดินมาหาพระมนตรา ระบุเพียงสั้น ๆ ว่า ไม่อยากออกสื่อ อยากได้เงินคืนเท่านั้น ปล่อยให้เป็นไปตามกฏหมาย

อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่ได้เตรียมชุดขาวไว้ให้พระมนตราเปลี่ยนแต่ทางพระมนตรา กลับไม่ยอมเปลี่ยน และจะไม่สึก