พล.อ.ประยุทธ์ เผยต่อไปว่า อีกประเด็นสำคัญที่คิดว่าเป็นประโยชน์ที่สุดในขณะนี้ คือ การอนุมัติยกร่างพระราชบัญญัติประกันสังคม เพื่อเป็นหลักประกันความมั่นคงในการดำรงชีวิตของลูกจ้าง มีการปรับเพิ่มสิทธิประโยชน์มากขึ้นในหลายประเด็น ตามที่ กระทรวงแรงงานนำเสนอไป อาทิ เช่น
- ปรับเพิ่มสิทธิประโยชน์กรณีคลอดบุตร
- ปรับเพิ่มสิทธิประโยชน์กรณีทุพพลภาพ เพื่อให้ได้รับการคุ้มครองมากขึ้น
- สามารถนำเงินกองทุนประกันสังคม กรณีชราภาพบางส่วนออกมาใช้ก่อน ขอเลือก ขอคืน ขอกู้ หรือนำไปเป็นหลักประกันกับสถาบันการเงินที่ทำความตกลงกับสำนักงานประกันสังคม
- การแก้ไขเพิ่มเติมประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานของลูกจ้างซึ่งเป็นผู้ประกันตน ซึ่งไม่ใช่ผู้ที่ได้รับหรือเคยได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพให้ชัดเจนขึ้น
- การปรับปรุงอายุของผู้มีสิทธิ์รับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพ จากเดิมกำหนดไว้ 60 ปีบริบูรณ์ เป็น 55 ปีบริบูรณ์
- การขยายอายุขั้นสูงของผู้ประกันตนที่เป็นลูกจ้าง จากเดิม 60 ปี เป็น 65 ปี เพื่อให้แรงงานกลุ่มสูงอายุได้รับความคุ้มครองในระบบประกันสังคม
- การกำหนดให้ผู้ประกันตนที่เป็นผู้รับบำนาญชราภาพเป็นผู้ประกันตนต่อไปได้
นายกรัฐมนตรี ระบุด้วยว่า ยังมีประเด็นอื่นๆ อีกหลายประเด็น เพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชนและครอบคลุมยิ่งขึ้น ซึ่งต้องเสนอเป็น พ.ร.บ. โดยวันนี้ผ่านการพิจารณาของ ครม. แล้ว และที่ผ่านมามีปัญหามากในเรื่องการกู้เงินนอกระบบ ความเดือดร้อน มีผู้ได้รับประโยชน์จากตรงนั้นมาก ดอกเบี้ยรายวันแพง เราก็หาวิธีการที่ทำให้สามารถดำเนินการได้
อนุมัติงบประมาณเร่งด่วน เพื่อบรรเทาผลกระทบประชาชนเนื่องจากราคาพลังงาน ลดอัตราค่าไฟฟ้าผันแปร (ค่า FT) ประเภทบ้านที่อยู่อาศัยและกิจการขนาดเล็กเป็นเวลา 4 เดือน (พ.ค. - ส.ค. 2565) โดยเป็นการดำเนินการต่อเนื่องมาหลายเดือนแล้วตั้งแต่เกิดสถานการณ์
นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ เห็นชอบกรอบวงเงิน 1,724.95 ล้านบาท ในมาตรการให้ส่วนลดอัตราค่าไฟฟ้าผันแปรค่า (FT) ให้แก่ผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยและประเภทกิจการขนาดเล็ก (ไม่รวมส่วนราชการและรัฐวิสากิจ) ที่มีการใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 300 หน่วยต่อเดือน เป็นระยะเวลา 4 เดือน (พฤษภาคม-สิงหาคม 2565 )
โดยผู้ใช้ไฟฟ้าดังกล่าวที่จ่ายค่าไฟฟ้าให้กับการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) จะได้รับส่วนลดค่าไฟฟ้าจากการลดค่าเอฟทีที่ 0.2338 บาทต่อหน่วย ซึ่งเป็นการดำเนินตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2565 และ 19 เมษายน 2565
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า มาตรการช่วยเหลือผู้ใช้ไฟฟ้าทำให้ลดภาระค่าไฟฟ้าค่าของชีพแก่ประชาชนประเภทบ้านอยู่อาศัยและกิจการขนาดเล็ก มีเงินเพื่อการบริโภคและอุปโภค ช่วยลดผลกระทบและป้องกันความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นต่อการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการ รวมไปถึงการใช้ชีวิตของประชาชนที่ได้รับผลกระทบ จากสถานการณ์ราคาพลังงานอันเนื่องจากปัญหาความขัดแย้งในภูมิภาคยุโรป ช่วยให้เศรษฐกิจไทยในภาพรวมสามารถขับเคลื่อนในระยะต่อไปได้