นายชูวิทย์ กล่าวต่อว่า สำหรับกรณีล่าสุดที่มีรายงานข่าวว่ารองอธิบดี ดย.กระทรวงการ พม. โทรสั่งเจ้าหน้าที่บ้านพักเด็กฯ เกลี้ยกล่อม หรือบังคับเหยื่อให้ช่วยผู้ต้องหาคดีซื้อบริการเด็ก ที่กำลังถูกดำเนินคดีฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ และกรณีมีการทำร้ายร่างกายเด็กนั้น ถือเป็นเรื่องที่น่าตกใจมากขึ้นไปอีก เพราะองค์กรที่มีหน้าที่คุ้มครองเด็กไม่ได้ทำหน้าที่ตามเจตนารมณ์ กลับใช้กฎหมายทำร้ายเด็กที่เป็นเหยื่อเพื่อปกป้องคนทำผิด
ดังนั้นตามหลักการควรให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับคดีดังกล่าวออกจากราชการไว้ก่อน เพื่อความโปร่งใสในการเข้าสู่กระบวนยุติธรรมตามขั้นตอน และให้มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนภายในกระทรวง โดยมีบุคคลที่น่าเชื่อถือจากภายนอกเข้าร่วมด้วย ไม่ใช่ตั้งคนใกล้ชิดสนิทกันเข้ามาเพื่อช่วยเหลือกัน
"หากความจริงเป็นไปตามข่าว นั่นแสดงว่าหน่วยหลักที่รับผิดชอบในเรื่องนี้ กรมนี้ กระทรวงนี้ ถึงจุดติดลบแล้ว เมื่อการปกป้องคุ้มครองเด็กไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ขององค์กร คนที่ถือกฎหมายซึ่งต้องปกป้องคุ้มครองลูกหลานกลับใช้อำนาจทำร้ายซ้ำเด็กผู้เสียหาย เพื่อต้องการช่วยเหลือผู้กระทำด้วยความสัมพันธ์อันใดก็แล้วแต่ ย่อมเป็นความผิดชัดแจ้งซึ่งต้องดำเนินคดีให้ถึงที่สุด บทลงโทษจึงต้องหนักกว่าคนทั่วไป ตอนนี้แม้เด็กจะอยู่ในที่ปลอดภัยแล้วแต่ที่น่าห่วงคืออำนาจมืด อิทธิพลที่จะกระทำกับครอบครัว ญาติพี่น้องของเด็กๆ" นายชูวิทย์ กล่าว
เลขาธิการมูลนิธิเด็กฯ กล่าวต่อว่า นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เป็นประเด็นถึงการทำงานของ พม. ก่อนหน้านี้กรณีรองหัวหน้าพรรคการเมืองสังกัดเดียวกันกับนายจุติ ไกรฤกษ์ รมว.พม.ก็ไม่แสดงความชัดเจนในการตรวจสอบและแก้ไขปัญหา มีเพียงท่าทีของปลัดพม.ที่ผ่านมาเท่านั้น ดังนั้นถึงเวลาที่นายจุติ จะต้องพิจารณาตัวเอง แสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้น ขอให้ชาวพม.ลุกขึ้นยืนเพื่อความถูกต้อง ปัดกวาดบ้านตัวเอง อย่าเลือกความอยู่รอดด้วยการโอนอ่อนตามผู้มีอำนาจ เพราะการเมืองมาแล้วไปแต่จิตวิญญาณของคน พม.ต่างหากที่ต้องคงอยู่เพื่อผู้คนในสังคม
ด้าน นางทิชา ณ นคร ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนบ้านกาญจนาภิเษก กล่าวว่า เมื่อหลายปีก่อนเคยมีเครือข่ายภาคประชาชน และเจ้าหน้า พม. มาปรับทุกข์กับตนพร้อมขอคำปรึกษากรณีผู้เสียหาย ที่เป็นคนต่างชาติพันธุ์ ในคดีค้ามนุษย์ ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของ พม. ได้มีการนำเด็ก ซึ่งเป็นผู้เสียหายไปตรวจกระดูกเพื่อประกอบหลักฐาน ยืนยันว่าผู้เสียหายอายุต่ำกว่า 18 ปี แต่ถูกผู้บริหารเกลี้ยกล่อมไม่ให้ข้อมูลกับตำรวจ เพื่อช่วยเหลือนายทุนค้ามนุษย์ แต่สุดท้ายทุกคนไม่พร้อมเผชิญหน้ากับผู้บริหาร
วันนี้ข่าวแบบนี้กลับมาอีกครั้ง สะท้อนว่าวัฒนธรรมอำนาจนิยมและระบบอุปถัมภ์ยังหยั่งรากลึกในสังคมไทย ถึงเวลาต้องรื้อ ต้องถอน ต้องลดบทบาท ต้องถ่วงดุลอำนาจ แต่ไม่ใช่ทำแบบรัฐบาลก่อนๆ หรือแบบที่รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่พร่ำบ่น ฉุนเฉียว สั่งการซ้ำซากแต่ไม่ได้ผล จึงต้องฝากรัฐบาลใหม่หลังเลือกตั้งว่าให้มีการปฏิรูประบบราชการเอาจริงกับการแก้ปัญหา เอาคนผิดมาลงโทษไม่ว่าจะเป็นใคร