การตรวจสอบบริษัทิเหมืองทองคำ ของบริษัท อัครารีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) ทำหลายมิติ รวมถึงขยายผลตรวจสอบกรณีเหมืองทองคำ บุกรุกยึดถือครอบครองที่ดินตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ 2484
กรณีนี้ กรมป่าไม้ ร่วมกับกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง และศูนย์ปฏิบัติการพิทักษ์ป่า ตรวจพบการบุกรุกพื้นที่ครอบครองการทำประโยชน์โดยไม่ได้รับอนุญาต และทำลายทางสาธารณะประโยชน์ของประเทศที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน
นอกจากนี้ กรมสอบสวนคดีพิเศษ เคยรวบรวมพยานหลักฐาน แจ้งความดำเนินคดีกับบริษัทอัคราฯ และผู้เกี่ยวข้องในความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ และ พ.ร.บ.ทางหลวง พร้อมส่งเรื่องให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบการอนุญาตประทานบัตร ให้กับบริษัทอัคราฯ
แต่ 15 คดี เป็นคนละกรณีที่ ดีเอสไอ ดำเนินคดีไปแล้ว การดำเนินคดีเป็นไปตามพยานหลักฐานที่กรมป่าไม้ ได้รวบรวมหลักฐาน พิสูจน์ความผิด เนื่องจากมีประชาชนได้รับความเดือดร้อนและแจ้งความไว้ก่อนหน้านี้แล้ว
คดีบุกรุกป่านี้ รองอธิบดีกรมป่าไม้ ชีวะภาพ ชีวะธรรม ขณะปฏิบัติหน้าที่ ที่ปรึกษาชุดปฏิบัติการพยัคฆ์ไพร ได้ประสานหลายหน่วยเข้าตรวจสอบและพบการขอใช้พื้นที่จากกรมป่าไม้ โดยไม่ถูกต้อง ประกอบกับหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ ที่ยืนยันว่าเป็นการกระทำที่เข้าข่ายผิดกฎหมาย
ตลอดจนการลงพื้นที่ตรวจสอบ ประกอบการรวบรวมพยานหลักฐานพบการกระทำผิดของบริษัท อัคราฯ เกี่ยวกับป่าไม้ รวมพื้นที่ 15 แปลงใน 3 จังหวัด แบ่งเป็นแปลงประทานบัตร อำเภอทับคล้อ จ.พิจิตร บุกรุกพื้นที่ป่า รวม 34 ไร่ แปลงประทานบัตรอำเภอวังโป่ง จ.เพชรบูรณ์ 16 ไร่ บ่อกักโลหกรรมที่ 1 พื้นที่บ้านวังทรายพูนใน บุกรุกป่า 4 ไร่ บ่อกักโลหกรรมที่ 2 พื้นที่เดียวกันบุกรุกป่า 3 ไร่