ส่วนเรื่องการไม่เดินทางไปเข้าร่วมการประชุมของผู้นำฟิลิปปินส์ ที่เป็นหนึ่งในคู่พิพาทในทะเลจีนใต้ของจีน ก่อนอำลาตำแหน่งของดูเตอร์เต มีนัยสำคัญดังนี้
- ไม่ใช่ครั้งแรกที่ดูเตอร์เตไม่เข้าร่วมประชุมอาเซียน
เมื่อปีที่แล้วดูเตอร์เตก็ไม่เข้าร่วมการประชุมที่เกี่ยวข้องกับอาเซียน รวมทั้งการประชุมสุดยอดฉุกเฉินที่กรุงจาการ์ตาของอินโดนีเซีย เพื่อหารือถึงวิกฤตหลังการรัฐประหารในเมียนมา โดยอ้างแรงกดดันจากความวิตกภายในประเทศจากการระบาดของโควิด-19
- ปักหมุดไม่เป็นศัตรูกับจีน
แม้จะมีการกระทบกระทั่งกันบ้างในทะเลจีนใต้ แต่นโยบายต่างประเทศของดูเตอร์เตนั้นชัดเจนว่า "เข้าใกล้จีนและถอยห่างสหรัฐฯ" แม้จะได้ชื่อว่าเป็นพันธมิตรทางทหารที่เหนียวแน่นที่สุดของสหรัฐฯ มายาวนานถึง 70 ปี ซึ่งพิสูจน์ได้จากการที่เขาไปเยือนจีนถึง 6 ครั้ง และ เรียกประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีนว่า "เพื่อนสนิท" และฟิลิปปินส์ไม่มีทางทำสงครามกับจีน ทั้งยังอาศัยความช่วยเหลือด้านเงินทุนจากจีนสำหรับโครงการโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ส่วนจีนก็ส่งวัคซีนป้องกันโควิด-19 ไปให้ก่อนประเทศอื่นด้วย
- ถอยห่างสหรัฐฯ
ความไม่พอใจที่สหรัฐฯ วิพากษ์วิจารณ์แบบไม่ไว้หน้าเรื่องการทำสงครามยาเสพติด ยังส่งผลให้ดูเตอร์เตประกาศไม่เข้าร่วมการประชุมสุดยอดสหรัฐฯ - อาเซียน เมื่อปี 2563 (ก่อนถูกเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนดเพราะการระบาดของโควิด-19 ทั่วโลก) เพื่อตอบโต้ที่สถานทูตสหรัฐฯ ณ กรุงมะนิลา ไม่ออกวีซ่าให้วุฒิสมาชิกโรนัลด์ เดลา โรซา อดีตผู้บัญชาการตำรวจ ที่ปฏิบัติตามนโยบายของเขาในการทำสงครามต่อต้านยาเสพติด เขายังขู่จะฉีกข้อตกลงการซ้อมรบร่วมกับทหารอเมริกันที่ฟิลิปปินส์ ก่อนเปลี่ยนจุดยืนหลังจากนั้น