background-defaultbackground-default
"นิพนธ์"ยันกรมที่ดินดำเนินการตามกฎหมายครบถ้วนปมเขากระโดง

"นิพนธ์ บุญญามณี"เผยกรณีปัญหาเขากระโดงจ.บุรีรัมย์ ยันกรมที่ดินทำถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบครบถ้วน ย้ำรอรฟท.ทำรังวัดชี้แนวเขตให้ชัด ก่อนดำเนินการเพิกถอนได้

เกาะติดข่าวสาร >> Nation Online
logoline

18 เมษายน 2565 นายนิพนธ์ บุญญามณี รมช.มหาดไทย เปิดเผยว่า จากกรณีที่การรถไฟแห่งประเทศไทย หรือ รฟท. ได้ฟ้องกรมที่ดินนั้น โดยตนได้สั่งการให้กรมที่ดินได้ชี้แจงข้อปัญหาดังกล่าว ซึ่งอธิบดีกรมที่ดินได้ชี้แจงรายละเอียดมา ดังนี้

 

ตามที่ผู้ว่าการรถไฟฯ ได้แถลงข่าวกรณีที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย บริเวณเขากระโดง อ.เมืองบุรีรัมย์ จ.บุรีรัมย์ ตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตสร้างทางรถไฟหลวงต่อจากนครราชสีมา ถึง อุบลราชธานี พ.ศ.2462 โดยการรถไฟแห่งประเทศไทย ได้ฟ้องกรมที่ดินต่อศาลปกครอง เพื่อให้เพิกถอนโฉนดที่ดินในเขตที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย พื้นที่ 5,083 ไร่ นั้น กรมที่ดินขอชี้แจง ดังนี้

 

"นิพนธ์"ยันกรมที่ดินดำเนินการตามกฎหมายครบถ้วนปมเขากระโดง

 

ประเด็นที่ 1 โฉนดที่ดินเลขที่ 3466 และ 8564 ต.อิสาณ อ.เมืองบุรีรัมย์ จ.บุรีรัมย์

 

1.1  ปี พ.ศ. 2548 การรถไฟแห่งประเทศไทยขอให้กรมที่ดินเพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 3466 และ 8564 ต.อิสาณ อ.เมืองบุรีรัมย์ จ.บุรีรัมย์ ซึ่งออกไว้เมื่อ พ.ศ. 2515 และ พ.ศ. 2518 โดยอ้างว่าเป็นที่ดิน ที่อยู่ในเขตพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตสร้างทางรถไฟหลวงต่อจากนครราชสีมาถึงอุบลราชธานี พ.ศ. 2462 

1.2 กรมที่ดินมีคำสั่งที่ 1556/2550 ลงวันที่ 29 พ.ค. 2550 และ 163/2552 ลงวันที่ 29 ม.ค. 2552 แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน ตามมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน เพื่อพิจารณาว่ามีเหตุอันควรที่จะต้องดำเนินการเพิกถอนโฉนดที่ดินดังกล่าวตามคำร้องขอของการรถไฟฯ หรือไม่ ซึ่งเป็นไปตามที่ประมวลกฎหมายที่ดินบัญญัติไว้

 

ทั้งนี้ แต่การรถไฟฯ ไม่สามารถจัดส่งแผนที่แนบท้ายพระราชกฤษฎีกาฯ ปี พ.ศ. 2462 ให้คณะกรรมการสอบสวนของกรมที่ดินเพื่อประกอบการพิจารณาได้ คณะกรรมการสอบสวนฯ พิจารณาแล้วเห็นว่ายังไม่มีความชัดเจนเพียงพอ ที่จะชี้ชัดได้ว่าที่ดินดังกล่าวอยู่ในพื้นที่เขตที่ดินของการรถไฟฯ จริง จึงไม่เสนอให้กรมที่ดินเพิกถอนโฉนดที่ดิน เลขที่ 3466 และ 8564 ต.อิสาณ อ.เมืองบุรีรัมย์ จ.บุรีรัมย์ แต่อย่างใด กรมที่ดินพิจารณาแล้วเห็นด้วยกับความเห็นของคณะกรรมการสอบสวนฯ จึงสั่งยุติเรื่อง และแจ้งผลให้การรถไฟฯ ทราบเมื่อวันที่ 18 มี.ค. 2552

 

1.3 ปี พ.ศ. 2554  สำนักงาน ป.ป.ช. มีมติให้เพิกถอนโฉนดเลขที่ 3466 และ 8564 ตามข้อ 1.1 เนื่องจากออกทับที่ดินของการรถไฟ ตามมาตรา 99 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 ซึ่งกรมที่ดินได้ยุติเรื่องไปแล้ว เมื่อปี พ.ศ.2552 ตามข้อ 1.2 จึงหารือแนวทางปฏิบัติไปยังสำนักงานอัยการสูงสุด เมื่อปี พ.ศ. 2555  

 

โดยสำนักงานอัยการสูงสุด แจ้งผลการพิจารณาว่า หน่วยงานผู้เสียหายหรือได้รับความเดือดร้อน (การรถไฟฯ) ต้องนำรายงาน ของ ป.ป.ช. ไปฟ้องคดีต่อศาล วันที่ 2 ต.ค. 2555 กรมที่ดินจึงแจ้งผลการพิจารณาของสำนักงานอัยการสูงสุดให้การรถไฟฯ และ สำนักงาน ป.ป.ช. ทราบ ซึ่งการรถไฟฯ ก็มิได้ดำเนินการฟ้องคดีต่อศาล ตามความเห็นของอัยการสูงสุดแต่อย่างใด ตามประเด็นที่ 1 กรมที่ดินได้ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ครบถ้วนแล้ว 

  

  

ประเด็นที่ 2 คำพิพากษาของศาลฎีกา ที่ 842-876/2560 ลงวันที่ 16 ก.พ. 2560

 

2.1 การรถไฟแห่งประเทศไทยได้ส่งคำพิพากษาของศาลฎีกา ที่ 842-876/2560 ลงวันที่ 16 ก.พ. 2560 ให้กรมที่ดินดำเนินการตามอำนาจหน้าที่

 

2.2 กรมที่ดินตรวจสอบแล้วพบว่า เป็นกรณีราษฎรจำนวน 35 ราย ได้นำหลักฐาน ส.ค.1 มาขอออกโฉนดที่ดิน จำนวน 40 แปลง และการรถไฟฯ ได้คัดค้านการออกโฉนดที่ดินและฟ้องคดีต่อศาล โดยศาลพิพากษาว่าที่ดินเป็นของการรถไฟฯ  

 

2.3 กรมที่ดินได้ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่โดยยกเลิกเรื่องราวการออกโฉนดที่ดินของราษฎร ทั้ง 35 ราย จำนวน 40 แปลง พร้อมทั้งจำหน่าย ส.ค.1 เสร็จสิ้นแล้ว ซึ่งตามประเด็นข้อ 2 กรมที่ดินได้ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ครบถ้วนแล้ว 

 

ประเด็นที่ 3 คำพิพากษาของศาลฎีกา ที่ 8027/2561 ลงวันที่ 22 พ.ย. 2561 

 

3.1 การรถไฟแห่งประเทศไทยได้ส่งคำพิพากษาของศาลฎีกา ที่ 8027/2561 ลงวันที่ 22 พ.ย. 2561 ให้กรมที่ดินดำเนินการตามอำนาจหน้าที่

 

3.2 กรมที่ดินตรวจสอบแล้วพบว่า เป็นกรณีราษฎร ได้นำ น.ส.3ข.เลขที่ 200 ม.13 (9) ต.เสม็ด อ.เมืองฯ จ.บุรีรัมย์ มาขอออกโฉนดที่ดิน และการรถไฟฯ ได้คัดค้านว่าทับที่ดินของการรถไฟฯ บางส่วน โดยมีการรังวัดทำแผนที่พิพาทระหว่างเจ้าของที่ดินและการรถไฟฯ แล้ว มีเนื้อที่ที่การรถไฟฯ คัดค้าน จำนวน 9-3-39.8 ไร่ โดยศาลพิพากษาว่าที่ดินส่วนที่การรถไฟฯ คัดค้าน (จำนวน 9-3-39.8 ไร่) เป็นของการรถไฟฯ  

 

3.3 กรมที่ดินมีคำสั่งที่ 2992/2564 ลงวันที่ 11 พ.ย. 2564 ให้แก้ไข น.ส.3 ข.เลขที่ 200 ม.13 (9) ต.เสม็ด อ.เมืองฯ จ.บุรีรัมย์ ส่วนทับซ้อนที่ดินการรถไฟฯ เนื้อที่ 9-3-39.8 ไร่ ตามที่ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาแล้ว แต่เนื่องจากคำสั่งกรมที่ดินเป็นคำสั่งทางปกครอง ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ผู้ครอบครองที่ดินตามหลักฐาน น.ส.3 ดังกล่าว จึงได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งของกรมที่ดิน ซึ่งผู้มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์ (ปลัดกระทรวงมหาดไทย) ได้ยกอุทธรณ์แล้ว เมื่อวันที่ 4 ก.พ. 2565 ตามประเด็นที่ 3 กรมที่ดินได้ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ครบถ้วนแล้ว 

 

ประเด็นที่ 4 การรถไฟแห่งประเทศไทยขอให้กรมที่ดินเพิกถอนโฉนดที่ดิน จำนวน 700 แปลง และ น.ส.3 ก. อีกจำนวน 7 แปลง ที่การรถไฟฯ อ้างว่า อยู่ในเขตที่ดินของการรถไฟฯ เนื้อที่ 5,083-0-80 ไร่ โดยใช้แผนที่ที่การรถไฟฯ ได้จัดทำขึ้น และใช้อ้างเป็นพยานในศาล ตามประเด็นที่ 2 และ 3 ตามหนังสือฉบับลงวันที่ 23 มิ.ย. 2564 และ วันที่ 2 พ.ย. 2564 

 

4.1 จากการตรวจสอบของกรมที่ดินพบว่า การรถไฟฯ ได้จัดส่งแผนที่ให้กรมที่ดินไว้ 2 ฉบับ

 

ฉบับที่ 1 เป็นแผนที่ที่จัดทำขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2531 ซึ่งผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย ได้รับรองไว้ จากการคำนวณเนื้อที่ ได้เนื้อที่ 4,745-1-00 ไร่  

 

ฉบับที่ 2 เป็นแผนที่ที่จัดทำขึ้นเมื่อ ปี พ.ศ. 2539 จากการคำนวณเนื้อที่ ได้เนื้อที่ 4,571-1-00 ไร่ ซึ่งแผนที่ทั้ง 2 ฉบับ มีความแตกต่างกัน และเนื้อที่น้อยกว่าที่การรถไฟฯ กล่าวอ้าง

 

4.2 กรมที่ดินได้ตรวจสอบระวางแผนที่ที่ใช้ในราชการเพื่อการออกโฉนดที่ดินของกรมที่ดิน ไม่ปรากฎว่ามีการนำแผนที่ของการรถไฟฯ ทั้งปี พ.ศ.2531 และ ปี พ.ศ.2539 ไปถ่ายทอดลงในระวางแผนที่แต่อย่างใด กรมที่ดินจึงไม่สามารถตั้งคณะกรรมการสอบสวนฯ เพื่อเพิกถอนเอกสารสิทธิที่ดินได้ เนื่องจากไม่ทราบอาณาเขตที่ชัดเจน 

 

4.3 จากการตรวจสอบคำพิพากษาศาลฎีกา พบว่าแผนที่ดังกล่าวเป็นแผนที่ที่คู่ความรับกันในคดี และผูกพันเฉพาะคู่ความเท่านั้น (ใช้ในคดีคำพิพากษาของศาลฎีกา ที่ 842-876/2560 ลงวันที่ 16 ก.พ. 2560 และ ที่ 8027/2561 ลงวันที่ 22 พ.ย. 2561 ซึ่งการรถไฟฯ เป็นฝ่ายถูกราษฎรฟ้องคดี จึงไม่สามารถนำแผนที่ดังกล่าว มาใช้ประกอบการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนตาม มาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน เพื่อเพิกถอนโฉนดที่ดินแปลงอื่นได้ ซึ่งกรมที่ดินได้แจ้งให้การรถไฟฯ ทราบแล้ว

 

4.5 กรมที่ดินได้นำแผนที่ของการรถไฟฯ ทั้งปี พ.ศ.2531 และ พ.ศ.2539 มาดำเนินการตามหลักวิชาการแผนที่ ปรากฎว่าแผนที่ทั้ง 2 ฉบับ มีความเหลื่อมล้ำ ไม่เป็นแนวเดียวกัน ซึ่งมีผลในการพิจารณาเพิกถอนหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน

 

4.6 กรมที่ดินได้นำภาพถ่ายทางอากาศ ปี พ.ศ. 2497 มาใช้ในการตรวจสอบแนวเขตทางรถไฟเดิม แล้วกำหนดระยะแนวเขตจากศูนย์กลางทางรถไฟออกไปข้างละ 1 กิโลเมตร ปรากฎว่ารูปแผนที่ที่ได้ไม่สอดคล้องกับแผนที่ของการรถไฟในปี พ.ศ.2531 และ พ.ศ.2539 จึงทำให้มีแนวเขตที่ดินของการรถไฟฯ อยู่ 3 แนวเขต และไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าแนวเขตที่ดินใดถูกต้อง เว้นแต่จะได้มีการรังวัดตามหลักวิชาการแผนที่

 

กรมที่ดินได้เสนอแนวทางในการแก้ไขปัญหา ดังนี้

 

(1) กรมที่ดินได้จัดส่งระวางแผนที่ระบบพิกัดฉาก ยู ที เอ็ม ที่กรมที่ดินใช้ในราชการ ไปให้การรถไฟฯ ถ่ายทอดแนวเขตตามแผนที่ที่การรถไฟฯ กล่าวอ้างพร้อมทั้งลงนามรับรอง เพื่อกรมที่ดินจะได้ใช้ประกอบการพิจารณาเพิกถอนโฉนดที่ดินและ น.ส.3 ก. ได้ (กรณีนี้เป็นกรณีเดียวกับที่กรมที่ดินใช้ระวางแผนที่เพิกถอนเอกสารสิทธิในเขตป่าไม้ ซึ่งกรมป่าไม้ได้มีการถ่ายทอดแนวเขตป่าไม้ไว้ให้ในระวางแผนที่ของกรมที่ดิน) แต่การรถไฟฯก็ไม่ตอบสนองในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว

 

(2) กรมที่ดินตรวจสอบ พบว่าการรถไฟฯ ได้แจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1 ) ไว้เป็น ส.ค.1 เลขที่ 1180 พร้อมทั้งยื่นเรื่องขอออกโฉนดที่ดิน และได้มีการนำรังวัดปักหลักเขตเพื่อออกโฉนดที่ดินในพื้นที่ไปบางส่วนแล้ว แต่ยังคงเหลือพื้นที่ส่วนใหญ่ที่การรถไฟฯ นำรังวัดชี้เขตที่ดินไม่ครบถ้วนตามจำนวนเนื้อที่ที่ระบุไว้ในหลักฐาน ส.ค.1 ซึ่งหากการรถไฟฯ นำรังวัดชี้แนวเขตเพื่อออกโฉนดได้ครบตามจำนวนเนื้อที่ที่ได้แจ้ง ส.ค.1 ไว้ ก็จะทำให้ทราบขอบเขตที่ดินทั้งหมดของการรถไฟฯ และกรมที่ดินก็จะสามารถใช้แนวเขตดังกล่าว ดำเนินการเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ ที่ซ้อนทับที่ดินของการรถไฟฯ ได้ แต่การรถไฟฯ ก็ไม่ตอบสนองในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว

 

(3) กรมที่ดินแจ้งให้การรถไฟฯ ส่งผู้แทนหรือตัวแทนเพื่อแต่งตั้งเป็นคณะทำงานทำการรังวัดตรวจสอบแนวเขตที่ดินของการรถไฟ จำนวน 5,083 ไร่ และแต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการเพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินทับซ้อนกับที่ดินของการรถไฟฯ เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่ชัดเจนว่ามีที่ดินจำนวนทั้งหมดกี่แปลงที่ทับซ้อนกับที่ดินของการรถไฟ และที่ดินแปลงใดทับซ้อนเป็นบางส่วน ซึ่งจะต้องทำการรังวัดในที่ดินเพื่อแก้ไขรูปแผนที่และเนื้อที่ส่วนที่ทับซ้อนกับที่ดินของการรถไฟ แต่การรถไฟฯ ก็ไม่ตอบสนองในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว

 

4.4 กรมที่ดินได้แก้ไขปัญหาดังกล่าวด้วยการแต่งตั้งคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยมีผู้ตรวจราชการกรมที่ดิน เป็นประธาน เพื่อตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน ที่อยู่ในบริเวณที่ดินที่การรถไฟฯ กล่าวอ้าง ว่ามีจำนวนกี่แปลง เป็นหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินประเภทใด ทั้งนี้ เพื่อเป็นข้อมูลในการตรวจสอบกับการรถไฟฯ อีกครั้งว่า เป็นหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินที่จะต้องตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน หรือไม่ เพียงใด  โดยให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ 4 เม.ย. 2565 เมื่อมีการรังวัดที่ดินในพื้นที่แล้ว ก็สามารถนำหลักฐานที่กรมที่ดินตรวจสอบไว้มาดำเนินการแต่งตั้งคณะกรรมการเพิกถอนต่อไปได้ 

 

กรณีที่การรถไฟฯ ได้ฟ้องกรมที่ดินต่อศาลปกครองกลางเมื่อปลายเดือนธ.ค. 2564 นั้น กรมที่ดินมีความจำเป็นที่จะต้องร้องขอต่อศาล ให้การรถไฟแห่งประเทศไทย ทำการรังวัดที่ดินเพื่อให้ทราบแนวเขตที่ดินของการรถไฟฯ ในฐานะที่การรถไฟฯ เป็นเจ้าของที่ดิน เพื่อทราบอาณาเขตที่แน่ชัด เพื่อกรมที่ดินจะได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนฯ เพื่อเพิกถอนหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน ที่อยู่ในพื้นที่ของการรถไฟฯ ทั้งแปลงหรือแก้ไขหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน หากอยู่ในพื้นที่ของการรถไฟฯ เป็นบางส่วน เป็นรายแปลงได้ต่อไป  

 

ซึ่งหากศาลมีคำพิพากษาให้การรถไฟฯ ทำการรังวัดที่ดินเพื่อทราบแนวเขตแล้ว กรมที่ดินก็สามารถที่จะเพิกถอนหรือแก้ไขหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินได้ทันที และเมื่อมีการเพิกถอนหรือแก้ไขที่ดินแปลงใดแล้ว เจ้าของที่ดินย่อมมีสิทธิฟ้องกรมที่ดินต่อศาลปกครองได้ ซึ่งกรมที่ดินจะร้องขอต่อศาลให้การรถไฟฯ เข้ามาเป็นคู่ความร่วมกับกรมที่ดินด้วย เนื่องจากการรถไฟฯ ไม่เคยโต้แย้งหรือคัดค้านการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินที่เป็นของการรถไฟฯแต่อย่างใด 

 

logo-pwa

เพิ่ม NationTV

ลงในหน้าจอหลักของคุณ

ติดตั้ง
ปิด