เผยล็อตแรก ใช้กับกลุ่มป่วยสีเหลือง
ปัจจุบัน โมลนูลพิราเวียร์ มีใช้ในหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา เม็กซิโก รวมถึงยุโรป เช่น สหราชอาณาจักร เบลเยี่ยม อิตาลี เดนมาร์ก เป็นต้น หรือในเอเชีย ใช้ในอินเดีย อินโดนีเซีย รวมถึงไทยที่กำลังจะเข้ามาล็อตแรก สำหรับผู้ป่วย 50,000 ราย
"ดังนั้น ในช่วงแรกต้องคัดคนไข้ในกลุ่มสีเหลือง และต้องมีการกรองผู้ป่วยอีก เช่น ต้องมีโรคร่วมอย่างน้อย 2 โรค เพราะต้องเลือกคนที่ได้ประโยชน์เยอะและมีความจำเป็นก่อน จนกว่ายาจะใช้อย่างแพร่หลาย หรือมีจำนวนยาที่มากจึงจะปรับคำแนะนำใหม่" นพ.วีรวัฒน์ กล่าว
ใช้ร่วมกับยารักษาโรคอื่นได้ ผลข้างเคียงน้อย
รองผู้อำนวยการสถาบันบำราศนราดูร กล่าวต่อไปว่า “โมลนูพิราเวียร์” ซึ่งเหมาะกับกลุ่มสีเหลือง 608 ถือเป็นกลุ่มที่มีโรคร่วมและมีความเสี่ยง ข้อดี ของโมลนูพิราเวียร์ คือ ไม่มีผลกับยารักษาโรคอื่นๆ ของผู้ป่วย เป็นจุดที่แพทย์สามารถใช้ยาได้สะดวกมากขึ้น ขณะเดียวกัน ผลข้างเคียงมีน้อย ถือเป็นยาที่ความปลอดภัยสูง ผลข้างเคียง คือ ทางเดินอาหาร คลื่นไส้ พบเพียง 1%
กินวันละ 8 เม็ด 5 วัน
สำหรับ การใช้ยา คือ กินวันละ 8 เม็ด ครั้งละ 4 เม็ด เช้า – เย็น 5 วัน รวม 40 เม็ด สามารถให้ยาร่วมกับยาอื่นๆ ตามอาการได้ด้วย เช่น อาการไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก หรือยาลดการอักเสบ แต่ไม่ให้ร่วมกับ ฟาวิพิราเวียร์ เพราะให้ออกฤทธิ์ใกล้เคียงกัน ขณะเดียวกัน ในเด็กยังใช้ฟาวิพิราเวียร์เป็นหลักอยู่ และรักษาตามอาการ เพราะอาการไม่รุนแรงเหมือนในผู้ใหญ่
ผลวิจัย ลดอัตราตาย 89%
ทั้งนี้ ในการศึกษาวิจัยในคนระยะที่ 3 ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งกลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยอายุ 18 ปีขึ้นไป จำนวนราว 1,400 ราย ที่มีอาการไม่เกิน 5 วัน และมีปัจจัยเสี่ยง คือ มีโรคร่วม เช่น ผู้สูงอายุ ที่มีโรคปอดอักเสบ โรคทางสมอง โรคทางหัวใจและหลอดเลือด โรคไตวายเรื้อรัง โรคตับ เป็นต้น แบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มละ 700 คน
โดยสุ่มให้ยาโมลนูพิราเวียร์ ขนาด 200 มิลลิกรัมต่อแคปซูล กินวันละ 8 เม็ด เช้า – เย็น ทุก 12 ชั่วโมง เปรียบเทียบกับยาหลอก และติดตามการนอนโรงพยาบาลและอัตราการเสียชีวิต 28 วัน ราว 4 สัปดาห์ หลังจากที่เริ่มกินยาโดสแรก
การศึกษา พบว่า กลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับยาโมลนูพิราเวียร์ สามารถลดอัตราการนอนโรงพยาบาลและอัตราการเสียชีวิตได้ 30% อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติและการคิดวิเคราะห์ทางการแพทย์ ขณะเดียวกัน ในอัตราการเสียชีวิตสามารถลดได้ถึง 89%
เห็นได้ชัดว่า หลังจากติดตามไป 28 วัน ผลลัพธ์ที่เห็นในเรื่องของการรักษาได้ผลในเรื่องทางคลินิก และการดูปริมาณไวรัสทางโพรงจมูกด้วย กลุ่มที่ได้รับยาต้านไวรัสโมลนูพิราเวียร์ สามารถลดปริมาณไวรัสได้ ขณะเดียวกัน กลุ่มที่ได้รับยามีอาการดีขึ้นเร็วกว่าเช่นกัน แต่ยาต้องเร็วต้องกินภายใน 5 วัน
“สำหรับการกระจายยา โมลนูพิราเวียร์ ที่เข้ามาในล็อตแรกสำหรับผู้ป่วย 5 หมื่นราย คาดว่า สธ. ใช้ระบบบริหารจัดการยา คล้ายกับฟาวิพิราเวียร์ในช่วงแรก ไปตามเขตสุขภาพต่างๆ ทั้ง 12 เขตสุขภาพ โดยจะมีผู้ตรวจราชการดูแลในแต่ละเขตว่าจะไปลงพื้นที่ไหน เช่น รพ. ศูนย์ ที่มีผู้ป่วยจำเป็น หรือ รพ. ที่ไม่มียา เป็นการบริหารจัดการยาในแต่ละเขตพื้นที่ อย่างไรก็ตาม เมื่อได้รับยา และหาย สามารถติดเชื้อซ้ำได้ ยังต้องคงมาตรการส่วนบุคคล” นพ.วีรวัฒน์ กล่าว
3 กลุ่มยา รักษาโควิดปัจจุบันมีอะไรบ้าง ?
กลุ่มที่ 1 กลุ่มแอนติบอดีสำเร็จรูป หรือ monoclonal antibody ยากลุ่มนี้จะทำงานโดยการจับกับโปรตีนหนาม (spike protein) ของไวรัส ทำให้ไวรัสไม่สามารถเกาะและเข้าสู่เซลล์ในร่างกายหรือออกฤทธิ์โดยการจับเพื่อทำลายไวรัส ซึ่งเป็นยาฉีดทั้งหมด เช่น โซโทรวิแมบ (sotrovimab)
กลุ่มที่ 2 ยาต้านไวรัส ซึ่งทำงานโดยการออกฤทธิ์ยับยั้งการเพิ่มจำนวนของไวรัส สำหรับยาต้านไวรัสที่ประเทศไทยมีใช้อยู่ในปัจจุบัน ได้แก่ ฟาวิพิราเวียร์และเรมดิซิเวียร์ รวมทั้งอีก 2 ตัวที่กำลังจะเข้ามาในประเทศไทย ได้แก่ โมลนูพิราเวียร์แลเนอร์มาเทรลเวียร์/ริโทนาเวียร์ ซึ่งตัวที่คาดว่าน่าจะเข้ามาให้ได้ใช้ก่อน คือ โมลนูพิราเวียร์
กลุ่มที่ 3 ยาลดการอักเสบ ยากลุ่มนี้จะช่วยลดอาการอักเสบที่เกิดขึ้นหลังจากการติดเชื้อ มักใช้ในผู้ป่วยที่มีภาวะปอดอักเสบหรือเชื้อลงปอด ตัวอย่างเช่น เดกซาเมทาโซน (dexamethasone)
นพ.วีรวัฒน์ อธิบายเพิ่มเติมว่า การทำงานของยาโมลนูพิราเวียร์ ซึ่งทำงานโดยการออกฤทธิ์กับโครงสร้างของไวรัส ทำให้โครงสร้างผิดไปจากเดิม ไวรัสจึงไม่สามารถจำลองแบบพันธุกรรมและเพิ่มจำนวนได้
"ระยะเวลาในการเริ่มรับประทานยามีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยผู้ป่วยควรได้รับยาต้านไวรัสหรือยากลุ่มแอนติบอดีสำเร็จรูปหลังจากตรวจพบเชื้อโควิด-19 โดยเร็วที่สุด เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการรักษา ดังนั้น การมาพบแพทย์เร็ว เพื่อรับการวินิจฉัยและรับยาทันทีจึงมีความสำคัญมาก"
2 ปี กับความท้าทายวงการแพทย์
ศ.พญ.ศศิโสภิณ เกียรติบูรณกุล หัวหน้าสาขาวิชาโรคติดเชื้อ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวเสริมว่า สิ่งที่วงการแพทย์ต้องจับตา 2 ปีที่ผ่านมา คือ การกลายพันธุ์ตั้งแต่ อัลฟา เบตา แกมมา เดลตา และ โอมิครอน เป็นสายพันธุ์ที่ 5 ทำให้เราต้องมีอาวุธที่เพียงพอในการจัดการต่อไวรัสกลายพันธุ์ซึ่งอาจจะไม่หยุดที่โอมิครอน
"ความท้าทายจึงอยู่ที่การมีวัคซีนเพียงพอ มีการฉีดเข็มกระตุ้นเพียงพอ และการพัฒนายา ที่ผ่านมา เราคุ้นเคยกับ ยาฟาวิพิราเวียร์ ถูกผลิตขึ้นเพื่อรักษาไข้หวัดใหญ่ และถูกนำมาใช้รักษาอาการโควิด รวมถึงยาเรมเดซิเวียร์ ซึ่งใช้รักษาอีโบลา แต่ในการทดลองพบว่ามีฤทธิ์ต่อเชื้อโควิด จึงได้มีการนำมาใช้รักษาร่วมด้วย แต่ทั้ง 2 ชนิดดังกล่าวสามารถช่วยให้อาการดีขึ้น แต่ไม่สามารถลดอัตราการตายได้ ขณะที่ ยาต้านโควิด-19 ที่ถูกพัฒนาโดยตรงขณะนี้ อย่าง ยาโมลนูพิราเวียร์ และ เนอร์มาเทรลเวียร์ สามารถลดอัตราการรุนแรงของโรคและอัตราการตายได้
“หากโควิด-19 กลายเป็นโรคประจำถิ่น แปลว่าเราต้องอยู่กับมันโดยที่ไม่มีข้อจำกัดเหมือนไข้หวัดใหญ่ แต่ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลา ดังนั้น สิ่งที่ทำมาตลอดยังคงต้องทำต่อไป และมีอาวุธพร้อมต่อสู้กับมันเรื่อยๆ คือ วัคซีน ซึ่งมีเพียงพอ และในอนาคตอาจจะมีวัคซีนใหม่ๆ อาจจะฉีดห่างขึ้น หรือสามารถฉีดรวมเข็มกับไข้หวัดใหญ่ได้ ต่อมา คือ เรื่องของยา หากมียาที่พร้อม มีเครื่องมือที่เป็นยารักษาได้ดี ลดอัตราตาย ลดการนอน รพ. จะเป็นอาวุธที่ทำให้เราอยู่กับโควิดได้” ศ.พญ.ศศิโสภิณ กล่าว
ขอขอบคุณ กรุงเทพธุรกิจ