1. วิสัยทัศน์และเป้าหมายชาติ
ต้องยอมรับข้อเท็จจริงอันหนึ่งว่า รัฐบาล คสช.ได้ให้ความสำคัญต่อนโยบายขับเคลื่อนประเทศไทย 4.0 รวมทั้งการสร้างวิสัยทัศน์ประเทศและกำหนดเป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติ ระยะ 20 ปี โดยดำเนินกระบวนการจัดทำแบบมีส่วนร่วม ผ่านกลไกสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ(สปท.) คณะกรรมการปฏิรูปประเทศ และคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ สามารถบรรจุสาระสำคัญไว้ในรัฐธรรมนูญและพรบ.ประกอบรัฐธรรมนูญอีกหลายฉบับ จึงกลายเป็นธงนำการพัฒนาประเทศมาอย่างต่อเนื่อง
การก้าวพ้นสภาวะกับดักประเทศรายได้ปานกลางไปสู่ "ความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ด้วยการพัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง" ให้ได้ตามเป้าหมายนั้น ไม่สามารถใช้เครื่องจักรกลทางเศรษฐกิจแบบเดิมๆ จึงต้องปฏิรูประบบปัญญาของชาติเพื่อใช้เป็นฐานทุนและพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจการค้าการลงทุนแบบใหม่ โดยเฉพาะในยุทธศาสตร์ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน การพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ การสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม และการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
2. ควบรวมหน่วยงานตั้งกระทรวงใหม่
อว. เป็นหน่วยงานราชการส่วนกลางประเภทกระทรวง มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการส่งเสริม สนับสนุน และกำกับการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ การวิจัย และการสร้างสรรค์นวัตกรรม เพื่อการพัฒนาประเทศให้เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลก
อว. เกิดจากการรวมหน่วยงานกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ และสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติเข้าด้วยกัน
นอกจากนายกรัฐมนตรีและผู้บริหารฝ่ายข้าราชการประจำแล้ว ควรให้เครดิตแก่รัฐมนตรีผู้มีบทบาทสำคัญอันได้แก่ พลอากาศเอกประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ และศ.นพ.อุดม คชินทร 2 รัฐมนตรีผู้ร่วมออกแบบ รวมทั้ง ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รัฐมนตรีรักษาการก่อนที่จะมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งนาย สุวิทย์ เมษินทรีย์ ให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมคนแรก
3. ขับเคลื่อนนโยบายแบบติดปีก
เมื่อ ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ได้รับการแต่งตั้งให้เข้ามาทำหน้าที่กุมบังเหียน เพียงแค่ 2 ปี การขับเคลื่อนกระทรวงใหม่มีสภาพพุ่งทะยานเหมือนติดปีก
ด้วยความที่เป็นนักคิด นักวิชาการและผู้นำที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล รอบรู้ลุ่มลึกเชื่อมโยงศาสตร์หลายมิติ ทั้งยังมีประสบการณ์ทางการเมืองและการบริหารองค์กรที่หลากหลาย สามารถผนวกศักยภาพและภาวะผู้นำ เข้ากับฐานทุนทางปัญญาและบุคลากรของหน่วยงานต่างๆที่มาประกอบส่วน ทำให้การขับเคลื่อนกระทรวงใหม่เกิดผลงานที่โดดเด่น เป็นรูปธรรมที่ประชาชนสามารถสัมผัสได้.