ซึ่งขณะนี้ยังถือว่าก้าวสู่สเต็ปแรกที่องค์การความมั่นคงประเมินอยู่แล้วว่า อย่างไรรัสเซียคงใช้มาตรการทางการฑูตกดดันเพื่อผนวกดินแดน และคิดว่าในวันข้างหน้ารัสเซียอาจจะผนวกเพิ่มโดยเฉพาะพื้นที่ดินแดนภาคตะวันออกทั้งหมด ซึ่งการผนวกจะเปิดโอกาสให้รัสเซียเข้าไปตั้งฐานทัพ รวมถึงอ้างสิทธิว่าพื้นที่ดังกล่าวกลับไปเป็นดินแดนของรัสเซีย
“นักวิชาการความมั่นคง” กล่าวอีกว่า วันนี้ตัวเลขทหารรัสเซียมีกำลังคร่าว ๆ เท่ากับ 150,000 นาย ซึ่งเป็นอะไรที่ไม่เคยเห็นนับตั้งแต่สงครามเย็นยุติ โดยหากนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 ต้องยอมรับว่าการเคลื่อนกำลังครั้งนี้ใหญ่ที่สุด และสร้างความกังวลใหญ่ให้กับหลายฝ่าย เพราะหากมีการเคลื่อนกำลังไปเรื่อยๆ คงรั้งภาวะสงครามไว้ไม่ได้
ส่วนคำถามที่ว่าแล้วโลกตะวันตกจะทำอย่างไรต่อไป ? มองว่าจะต้องรอดูมติของที่ประชุมสมัชชาความมั่นคงว่าจะออกมาอย่างไร แน่นอนว่าอาจจะออกมาในรูปแบบการประณาม แต่ทั้งนี้ต้องดูว่ามีสิ่งที่ถูกโยง คือ ท่อก๊าซที่รัสเซียขายให้กับยุโรป ซึ่งเป็นปัญหาที่หลายฝ่ายเชื่อว่าถ้ามีปัญหารัสเซียจะตัดก๊าซ ซึ่งจะทำให้ชาวยุโรปมีปัญหาเพราะช่วงนี้อากาศเย็น แต่ในขณะเดียวกันมาตรการของฝั่งตะวันตก เห็นชัดคือการประชุมที่มิวนิก ที่เป็นการประชุมใหญ่ในระดับโลกด้านความมั่นคง ซึ่งในครั้งนี้มีวาระการประชุมที่แทบจะเป็นเรื่องเดียวเลย คือวิกฤติยูเครน
รวมทั้งเราเห็นผู้นำยูเครน ไปพูดในที่ประโดยเรียกร้องขออาวุธ ซึ่งเยอรมันเดิมสัญญาว่าจะส่งแต่ไม่สามารถที่จะส่งได้เพราะมีเงื่อนไขของประเทศที่ผ่านสงคราม ซึ่งเยอรมันสงหมวกเหล็กเข้าไปให้ 5,000 ใบ ซึ่งนายกเทศมนตรีเมืองเคียฟระบุชัดเจนว่าไม่เพียงพอ
ดังนั้นจึงมองว่าสิ่งที่เราเห็นกำลังเข้าสู่จุดพลิกผันที่สำคัญที่จะเกิดสงครามขนาดใหญ่ที่หลายฝ่ายกังวลหรือไม่คงต้องจับตาดู แต่ที่เห็นสเต็ปแรกคือการใช้มาตการการทางการฑูตแบบบังคับ เท่ากับวันนี้กำลังรบรัสเซียเข้าประชิดมากขึ้น
เมื่อถามถึงการตอบโต้ทางการทหารอย่างเป็นรูปธรรมจากโลกตะวันตกโดยเฉพาะสหรัฐฯ อังกฤษ อียู ? มองว่าทางตะวันตกรู้ว่าถ้าเคลื่อนกำลังหลักเข้าไป ซึ่งตัวเลขทหารอเมริกันที่มีแค่หลักพันต้น ๆ ไม่มีความหมายอะไร แต่หากส่งเข้าไปมากก็จะเกิดปัญหาความตึงเครียดที่มากขึ้น เพราะแม้รัสเซียจะประกาศว่าถอนกำลังแต่ที่จริงแล้วเป็นการจัดกำลังใหม่เพื่อเตรียมรบมากกว่า โดยในช่วงสุดสัปดาห์รัสเซียมีการประกาศการซ้อมรบอาวุธนิวเคลียร์ของรัสเซีย และชวนประธานาธิบดีเบลารุส เข้าชมด้วยเพื่อเบลารุสเข้าร่วมกับรัสเซียเต็มที่ ซึ่งทำให้รัสเซียใช้เป็นข้ออ้างว่ากำลังที่เคลื่อนไม่ได้ไปทำอะไรกับยูเครนแต่เพื่อไปซ้อมรบกับเบลารุส โดยเป็นการซ้อมรบด้วยกระสุนจริงซึ่งปกติเราจะไม่เห็นอย่างนั้นซึ่งมีนัยยะว่าเป็นการเตรียมเข้าสงคราม
อย่างไรก็ตามในเบื้องต้นเรื่องนี้คงต้องอาศัยเวทีสหประชาชาติเป็นเครื่องมือในการกดดัน รวมถึงสิ่งที่ยูเครนเรียกร้องมาตลอดคือการให้ชาติตะวันตกประกาศแซงชั่น (sanction) ทันที
เมื่อถามว่าทำไมสหรัฐไม่กล้าที่จะรุกหนัก ? คำตอบคงขึ้นอยู่กับเงื่อนไขทางการฑูต แม้ปีกขวาหลายส่วนเชียร์ให้เปิดสงครามซึ่งจะเป็นสงครามโลกแน่ๆ และประสบการณ์แบบนี้เป็นสิ่งที่สหรัฐเจอเมื่อ 60 ปีที่แล้ว กรณีคิวบา ซึ่งในกรณีนั้น จอห์น เอฟ. เคนเนดี ประธานธิบดีสหรัฐในขณะนั้นได้ดำเนินการจนไปสู่การเจรจา ซึ่งเชื่อว่าจนถึงขณะนี้ทางตะวันตกเองไม่มีใครอยากเห็นสงครามใหญ่เพราะถ้าเกิดการรบใหญ่ที่ "ยูเครน" จะเป็นสงครามโลกขนาดใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2
“นักวิชาการความมั่นคง” มองอีกว่าหากรัสเซียถูกแซงชั่น (sanction) ก็จะส่งผลกระทบหนักเช่นเดียวกันเพราะนั่นหมายความว่ารัสเซียจะถูกดึงออกจากเวทีประชาคมทางเศรษฐกิจของยุโรป แต่หากแซงชั่นแล้ว ไม่เปลี่ยนคือการใช้มาตรการทางทหาร
อย่างไรก็ตามโอกาสเจรจาส่วนทุกคนหวังว่าจะเป็นไปได้เพราะขณะนี้ แอมานุแอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส ซึ่งเป็นผู้ประสานการเจรจาหรือตัวประสานใจ แต่ความหวังสุดท้ายซึ่งอาจเป็นทางออกในการยุติเหตุการณ์ครั้งนี้คือสหรัฐไม่รับยูเครน เข้าเป็นสมาชิก NATO