กรณีที่ 6 ทุจริต ยักยอกเงินของ IEC ผ่านธุรกรรมการขายเม็ดพลาสติกของโครงการของ IEC ที่จังหวัดระยอง โดยนายภูษณ นายมรุพงศ์ และนายชยกร ได้ร่วมกันการขายเม็ดพลาสติกให้กับบุคคลภายนอกก่อนวันเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ โดยผู้ซื้อไม่ได้ชำระเงินให้กับ IEC แต่ได้โอนเงินค่าเม็ดพลาสติกรวมประมาณ 2.95 ล้านบาท เข้าบัญชีนายนิวัฒน์ นายสุทิน พรหมทอง และบริษัท NE โดยนายสุนทร ซึ่งเป็นกรรมการ NE มีส่วนเกี่ยวข้องในการดำเนินการดังกล่าว
กรณีที่ 7 ทุจริต ยักยอกเงินของ IEC ผ่านธุรกรรมการทำสัญญาว่าจ้างบริษัท บ้านทองคำ จำกัด ซึ่งมีนายสมชาย เป็นกรรมการ ก่อสร้างบ่อบำบัดน้ำเสียและระบบกรองน้ำของโครงการของ IEC ที่จังหวัดระยอง มูลค่า 15.09 ล้านบาท โดยนายภูษณ และนายมรุพงศ์ ได้ตรวจรับงานและอนุมัติให้ IEC ชำระเงินตามสัญญาจนครบถ้วนแล้ว แต่พบว่าการก่อสร้างยังไม่แล้วเสร็จตามสัญญา
กรณีที่ 8 ทุจริต ยักยอกเงินของ IEC ผ่านธุรกรรมการทำสัญญาซื้อเครื่องร่อนคัดแยกขยะของโครงการของ IEC ที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา จากบริษัท เพชรปิยะ กรุ๊ป จำกัด ซึ่งมีนายธนภัทร และนางกัญญาภัค เป็นกรรมการ มูลค่า 10.70 ล้านบาท โดยนายภูษณ นายมรุพงศ์ และนายสุนันทร์ ได้ตรวจรับมอบสินค้าและอนุมัติให้ IEC ชำระเงินตามสัญญาจนครบถ้วนแล้ว แต่ไม่พบเครื่องจักรตามสัญญา
กรณีที่ 9 ทุจริต ยักยอกเงินของ IEC ผ่านธุรกรรมการทำสัญญาว่าจ้างบริษัท ไทย-ชิน เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด ซึ่งมีนายรัตนธร และนางญดาพัชร เป็นกรรมการ ก่อสร้างโรงงานคัดแยกพลาสติกปนเปื้อน ของโครงการของ IEC ที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา มูลค่า 10.50 ล้านบาท โดยนายภูษณและนายมรุพงศ์ ได้ตรวจรับงานและอนุมัติให้ IEC ชำระเงินตามสัญญาจนครบถ้วนแล้ว แต่พบว่าการก่อสร้างไม่เป็นไปตามสัญญา
ทั้งนี้ ธุรกรรมตามรายละเอียดข้างต้น เข้าข่ายเป็นความผิดตามมาตรา 281/2 วรรคสอง 307 308 311 312 และ 315 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 ประกอบมาตรา 83 86 91 352 353 และ 354 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งแต่ละกรณีอาจต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าถึงสิบปี และปรับตั้งแต่ห้าแสนถึงหนึ่งล้านบาท ก.ล.ต. จึงได้กล่าวโทษต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
นอกจากนี้ การดำเนินการดังกล่าว ยังมีผลให้บุคคลที่ถูกกล่าวโทษเข้าข่ายมีลักษณะขาดความน่าไว้วางใจให้เป็นกรรมการหรือผู้บริหาร และไม่สามารถเป็นกรรมการและผู้บริหารของบริษัทที่มีหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ตลอดระยะเวลาที่ถูกกล่าวโทษดำเนินคดี
ก.ล.ต.กล่าวโทษ 'ภูษณ'อดีตผู้บริหาร IEC
ก.ล.ต. ได้ตรวจสอบพบว่า ช่วงระหว่างเดือนกันยายน 2557 – สิงหาคม 2559 บุคคล 25 ราย ได้ร่วมกันดำเนินการ หรือมีส่วนรู้เห็นยินยอม หรือให้ความช่วยเหลือสนับสนุนกรรมการ ผู้บริหาร หรือผู้รับผิดชอบในการดำเนินงานของบริษัท IEC กระทำผิดหน้าที่โดยทุจริต เบียดบังทรัพย์สิน และแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย ทำให้ IEC เสียหาย
ตลอดจนจัดทำหรือยินยอมให้มีการจัดทำบัญชีของ IEC ไม่ถูกต้อง ไม่ตรงต่อความเป็นจริงเพื่อลวงบุคคลใด ๆ เกี่ยวกับการลงทุนซื้อหุ้นบริษัทย่อย การเข้าทำสัญญาว่าจ้างก่อสร้าง และการจัดซื้อและติดตั้งเครื่องจักร ตลอดจนการใช้ NE และ ESES ซึ่งเป็นบริษัทที่นายภูษณ มีอำนาจควบคุม เป็นช่องทางในการกระทำทุจริตในหลายกรณี
วันที่ 31 ต.ค.60 ก.ล.ต. ได้กล่าวโทษอดีตกรรมการ และผู้บริหารบริษัท IEC กับพวกรวม 25 ราย ต่อ กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ กรณีร่วมกันกระทำผิดหน้าที่โดยทุจริต เบียดบังทรัพย์สิน และแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย ทำให้ IEC เสียหาย ตลอดจนจัดทำหรือยินยอมให้มีการจัดทำบัญชีของ IECไม่ถูกต้อง ไม่ตรงต่อความเป็นจริง เพื่อลวงบุคคลใด ๆ โดยบุคคลที่ถูกกล่าวโทษในครั้งนี้ ประกอบด้วย
(1) นายภูษณ ปรีย์มาโนช (2) นายชาญไชย เข็มวิเชียร (3) นางสาวพลอยแก้ว ปริศวงศ์ (4) นายมรุพงศ์ ศิริวัฒน์ (5) นายชยกร อัครมาส (6) นายสุนันทร์ ศรีใจพระเจริญ (7) นายสราญ เลิศเจริญวงษา (8) นายสุทิน ใจธรรม (9) นางสาวจารุวรรณ ภูษณะภิบาลคุปต์ (10) นายสุทัศน์ สุขเลิศ
(11) นางสาวกรวรรณ สุ่นประเสริฐ (12) นายนิวัฒน์ แม้นอิ่ม (13) นายสุทิน พรหมทอง (14) บริษัท นอร์ท เอ็นไวรอนเมนท์ จำกัด (NE) (15) นายสุนทร ศรีใหม่ (16) บริษัท เอ็นเนอร์จีซิสเท็ม เอ็นจิเนียริง แอนด์ เซอร์วิส จำกัด (ESES) (17) นายนันทวัฒน์ ภูดิทไอยราศักดิ์ (18) บริษัท บ้านทองคำ จำกัด (19) นายสมชาย โพธิ (20) บริษัท เพชรปิยะ กรุ๊ป จำกัด
(21) นายธนภัทร เพชรขวัญ (22) นางกัญญาภัค เพชรขวัญ (23) บริษัท ไทย-ชิน เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (24) นายรัตนธร ชินกระจ่างกิจ (25) นางญดาพัชร ชินกระจ่างกิจ
กรมสอบสวนคดีพิเศษ พิจารณาวินิจฉัยว่า บุคคลใดเป็นผู้กระทำผิดกฎหมายตามที่ ก.ล.ต.กล่าวหา นั้น อยู่ในอำนาจการสอบสวนของ ดีเอสไอ จึงรับดำเนินสืบสวนสอบสวน และจากการพิจารณาพยานหลักฐานของ ก.ล.ต. แล้ว มีความเห็นสั่งฟ้อง ไปที่สำนักงานอัยการสูงสุด
ต่อมาทราบว่า พนักงานอัยการ มีความเห็น "สั่งไม่ฟ้อง" นายภูษณ และพวก โดยคำสั่งไม่ฟ้องดังกล่าว จะต้องส่งกลับมาที่อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวน เพื่อพิจารณาว่าจะมีความเห็น "แย้ง" ความเห็นสั่งไม่ฟ้องของอัยการ หรือไม่ หากว่า "เห็นแย้ง" จะต้องทำความเห็นกลับไปที่อัยการสูงสุด เพื่อวินิจฉัยชี้ขาด
สำหรับ นายภูษณ ปรีย์มาโนช เป็นนักธุรกิจโทรคมนาคม อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาล พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ