ขณะที่นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทย รับฟังความคิดเห็นในข้อเสนอทุกข้อจากทุกฝ่าย เช่น เรื่องการลดค่าโดยสาร ที่ได้ข้อมูลจาก กทม.ว่า ถ้าไม่เป็นหนี้ก็สามารถลดราคาได้ แต่หากเป็นหนี้ ก็ไม่สามารถทำได้ ซึ่งกระทรวงมหาดไทยก็จะรับฟังข้อมูลต่างๆที่เป็นข้อเสนอ เพื่อนำไปหารือกับ กทม. ก่อนที่จะนำเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป
ด้านนายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า กระทรวงคมนาคม มี3หน้าที่คือ ผู้ปฏิบัติ ผู้กำกับดูแล เพราะโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายได้มอบหมายให้ กระทรวงคมนาคมดำเนินการ และที่กระทรวงคมนาคมรับมาดำเนินการดูแลรับผิดชอบเพราะอยู่นอกพื้นที่กรุงเทพมหานคร และชี้แจงว่า ที่ผ่านมากระทรวงคมนาคม พยายามที่จะช่วยเหลือและบรรเทาภาระให้กับประชาชน ในการคิดค่าโดยสาร เพราะจากการสำรวจพบว่า ประชาชนไม่เดินทางตั้งแต่ต้นสายยันปลายสาย แต่เดินทางไม่เกิน12กิโลเมตร ดังนั้นการคิดค่าโดยสารรถไฟฟ้าบีทีเอสในปัจจุบันราคาค่อนข้างสูง ประกอบกับค่าโดยสารแรกเข้าที่มีราคาเริ่มต้นสูงเช่นกัน แต่หากมีการใช้สูตรคำนวนค่าแรกเข้าเหมือนรถไฟฟ้า MRT ก็จะทำให้ค่าโดยสารถูกลงถึง14บาท
ทั้งนี้กระทรวงคมนาคม ได้กำหนดสัญญาของรถไฟฟ้าสายสีชมพูและสายสีเหลืองในอนาคตไว้แล้ว ว่าหากใครจะมาเป็นผู้ถือสัมปทาน จะต้องไม่คิดค่าแรกเข้า สำหรับผู้ที่เดืนทางมาจากระบบขนส่งมวลชนต่างสาย โดยส่วนนี้มองว่า จะช่วยลดค่าโดยสารให้กับประชาชนในสายนั้นๆได้ ซึ่งตนเองตั้งคำถามว่า การเขียนสัญญาของรถไฟฟ้าสายสีเขียว ได้คำนึงถึงเรื่องนี้หรือไม่
ส่วนนายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล ระบุว่า ไม่เห็นด้วยกับการขยายสัญญาสัมปทานตามร่างสัญญาปัจจุบัน และตั้งแต่ปี 2562 พรรคก้าวไกลได้ต่อสู้เรื่องนี้มาตลอด ทั้งการปกปิดการต่ออายุสัมปทาน ที่มองว่า มีการใช้ ม.44 ไปเจรจาแบบไม่เปิดเผยในการต่อสัมปทานอีก30ปี จากเดิมที่เหลือ7ปี ทำให้ไม่ว่มารถตรวจสอบได้ ทั้งนี้จึงเสนอใช้ พรบ.ร่วมทุนปี 2562 ในการแก้ไขปัญหา
ทั้งนี้ยังมองว่าอีกว่า งานเสวนา เกี่ยวกับรถไฟฟ้าสายสีเขียวในแต่ละเวทีไม่เคยมีตัวแทนของ กทม. และ บีทีเอส มาร่วมวงแลกเปลี่ยนความคิดเห็น