เนชั่นทีวี

ข่าว

"บทเรียน"แผนปฏิรูป........ประเทศไทย

07 ก.พ. 2565 | พลเดช  ปิ่นประทีป

"บทเรียน"แผนปฏิรูป........ประเทศไทย

ในโอกาสที่แผนปฏิรูปประเทศเดินทางมาถึงปีสุดท้าย ขอมองบทเรียนด้านข้อจำกัดของกระบวนการขับเคลื่อนการปฏิรูป และบทบาทของวุฒิสภาในการติดตาม เสนอแนะและเร่งรัดการดำเนินงานของฝ่ายบริหาร 

1) รัฐบาลผสม รัฐมนตรีแผ่ว รับวิกฤติหลายด้าน

 

ในสมัยรัฐบาลประยุทธ์ (1) มีอำนาจรวมศูนย์จึงสามารถขับเคลื่อนแผนปฏิรูปได้อย่างเป็นเอกภาพมาก มาในยุครัฐบาลประยุทธ์ (2) สภาวะของรัฐบาลผสมที่มาจากหลายพรรคการเมือง ขาดนักปฏิรูปอันเนื่องมาจากการจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีที่ใช้ระบบโควตาพรรค  

 

ยิ่งเมื่อเกิดวิกฤติที่ซ้ำซ้อนจากโควิด-19  มีปัญหาผลกระทบทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง สิ่งแวดล้อม ฯลฯ ทำให้ทุกฝ่าย ทุกกระทรวง ต้องหันไปจัดการกับปัญหาเร่งด่วนเฉพาะหน้ากัน  แรงขับเคลื่อนแผนปฏิรูปประเทศในภาพรวม จึงอยู่ในสภาวะ "แผ่วปลาย"  

 

2) ระบบงบประมาณแบบเดิม โครงการสำคัญไม่ได้รับจัดสรร

 

แม้ว่าจะมีแนวคิดการปฏิรูปประเทศในทุกด้าน พยายามขับเคลื่อนระดับนโยบายกันอย่างครึกโครมและต่อเนื่อง แต่นั่นมิได้ทำให้ระบบการพิจารณาจัดสรรงบประมาณขยับปรับเปลี่ยนตามแต่ประการใด กระทรวงที่เป็นเจ้าของประเด็นปฏิรูป จะตั้งงบประมาณแบบใหม่ตามแผนปฏิรูป ก็ไม่สามารถผ่านด่านการกลั่นกรองของสำนักงบประมาณและกระบวนการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรในวิถีแบบเดิมได้  

 

สุดท้ายทุกหน่วยงานจึงต้องแฝงงบประมาณการปฏิรูปเอาไว้ในงบภารกิจทั่วไป จนแยกกันไม่ออกระหว่างงานปกติกับงานปฏิรูป โครงการปฏิรูปสำคัญจึงไม่มีงบประมาณสนับสนุนที่เพียงพอ
 

3) หน่วยปฏิบัติและจังหวัดยังคงอยู่นอกวง

 

ในขณะที่รัฐบาล กระทรวง และกลไกบริหารส่วนกลาง ใช้เวลากับการศึกษาปัญหาและออกแบบการปฏิรูประบบกันอย่างขมักเขม้น แต่การสื่อสารสร้างการมีส่วนร่วมของหน่วยปฏิบัติและหน่วยงานภูมิภาครวมทั้งจังหวัด อำเภอ ยังเป็นไปอย่างเฉื่อยเนือย รอคอยสั่งการมาจากเบื้องบน 

 

เมื่อการเปลี่ยนแปลงในระดับหน่วยปฏิบัติ ภูมิภาคและท้องถิ่นไม่เกิด เพราะผู้ปฏิบัติและหน่วยปฏิบัติยังคงอยู่นอกวงของกระบวนการปฏิรูป จึงไม่อาจคาดหวังให้ประชาชนเข้าใจ และเห็นประโยชน์ของการเปลี่ยนแปลงอย่างที่นักปฏิรูปและชนชั้นนำวาดฝัน 

 

4) สังคมลืมเลือน สื่อสารเงียบหาย สว.ทำอะไรไม่ได้มาก

 

ในช่วงแรกสังคมเคยเรียกร้องการปฏิรูปอย่างมุ่งหวัง แต่เมื่อไม่สามารถมองเห็นการเปลี่ยนแปลงด้วยตาเปล่า รวมทั้งขาดสัญญาณสื่อสารการปฏิรูปจนเกือบเงียบหาย ทำให้กระแสความสนใจของสังคมเบนไปสู่ประเด็นปัญหาเฉพาะหน้า อันประเดประดังกันเข้ามา รวมทั้งการระบาดของโควิด 

 

แม้บทเฉพะกาลของรัฐธรรมนูญจะออกแบบมอบหมายให้สมาชิกวุฒิสภา 250 คน ทำภารกิจพิเศษในการติดตาม เสนอแนะ และเร่งรัดการปฏิรูปประเทศและการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ชาติ โดยความเป็นจริงแล้ว สมาชิกวุฒิสภา 250 คน ทั้งองคาพยพ ต่างก็ได้ใช้ความพยายามอย่างที่สุดในการทำงานแล้ว แต่ยังไม่สามารถทำให้กระแสความสนใจของสังคมกลับคืนมาได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อใกล้หมดเวลาของแผนปฏิรูปใน 5 ปีแรก

ข้อเสนอแนะ

 

ในโอกาสนี้ ผมขอเสนอตัวอย่างการเลือกใช้ตัวชี้วัดเป้าหมายที่สังคมอยากเห็น มาเป็นส่วนนำในการรายงานต่อสังคมและใช้เป็นแนวทางการสื่อสาร รายงานความก้าวหน้าของแผนปฏิรูปประเทศให้ประชาชนสนใจติดตามและเข้ามามีส่วนร่วม 

 

กรรมาธิการของวุฒิสภา ควรเริ่มต้นจากการเลือก "หน่วยงานผู้ปฏิบัติ" ที่เข้าใจเจตนารมณ์การปฏิรูปในเรื่องของตน และตีบทแตก มาใช้เป็นประตูนำเข้า (entry point) เพื่อให้ประชาชนเข้าใจรูปธรรมของการปรับเปลี่ยนในระดับองค์กร การปฏิรูปโครงสร้างและระบบภายในที่รองรับ (คือ ส่วนที่เป็นลำต้นและกิ่งก้านสาขา) พร้อมทั้งตัวชี้วัดในระดับพื้นผิวหรือปรากฏการณ์ที่ประชาชนมองเห็นได้จริง (คือ ระดับเรือนต้น ใบ ดอก ผล)  

 

ส่วนตัวชี้วัดในระดับฐานรากคือกฎหมาย กฎ กติกา อันเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนในระยะยาว ให้นำมาอธิบายขยายความเป็นการปิดท้าย 

 

สมมติตัวอย่างปฏิรูปประเทศด้านการเมือง

 

เมื่อรัฐจัดให้มีการเลือกตั้ง อบต. 5,300 แห่ง มีกกต.จังหวัดใดบ้างไหม ที่ทำการปฏิรูปวิธีคิดวิธีทำงานในหน่วยงานของตน จนสามารถจัดการเลือกตั้งได้อย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม จังหวัดใดมีตัวอย่าง อบต.ต้นแบบการเลือกตั้ง ซึ่งกระแสเงินเอาชนะความคุณธรรมความดีไม่ได้ หรือตัวอย่างของชุมชนท้องถิ่นที่ผ่านการเลือกตั้งแล้วยังคงมีความรักสามัคคี ไม่แตกแยก เพราะสิ่งเหล่านี่คือผลสัมฤทธิ์รูปธรรมของการปฏิรูปการเมือง 

 

และในอนาคต พรบ.เสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และพรบ.ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการนโยบายสาธารณะ อันเป็นกฎหมายตามแผนปฏิรูปการเมือง จะยิ่งสนับสนุนปัจจัยสร้างสรรค์เหล่านี้
 

ข่าวล่าสุด