สำหรับ "เพชร กรุณพล" ด้วยดีกรีที่เป็นนักแสดง ถือว่าเป็นคนมีความรู้ ความสามารถ มีความถนัดเรื่องการสื่อสาร แม้ครั้งนี้แรงส่งของพรรคก้าวไกลจะมีไม่มาก เพราะเป็นช่วงขาลง แต่ชื่อเสียงของตัว "เพชร กรุณพล" จะช่วยได้ระดับหนึ่ง โดยมองว่าจะได้คะแนนในหลักหมื่น จากกลุ่มคนรุ่นใหม่ และบรรดา Young voters
ส่วน เอ๋ อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ผู้สมัครจากพรรคกล้า แม้จะเคยเป็นอดีต ส.ส.จตุจักร แต่ห่างพื้นที่ไปนาน ประกอบกับครั้งนี้หัวหน้าพรรคที่ไม่ได้มีบทโดดเด่นมากนัก โอกาสจึงเป็นรองผู้สมัครคนอื่นๆ ดังนั้น การได้คะแนนเสียงครั้งนี้ มองว่าจะได้คะแนนจากฐานเดิมของพรรคประชาธิปัตย์ที่มาลงคะแนนให้ และคะแนนน่าจะถึงหลักหมื่นเช่นกัน แต่ไม่มากพอที่จะเป็นผู้ชนะ
สำทับด้วย ดร.จารุพล เรืองสุวรรณ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งอาศัยอยู่ในพื้นที่หลักสี่ ประเมินแบบฟันธง ว่า คนที่จะเข้าวินน่าจะเป็น สุรชาติ เทียนทอง เพราะพรรคเพื่อไทย และตัวสุรชาติ ทำกระแสได้ดีพอสมควร โดยเฉพาะการใช้สื่อโซเชียลมีเดียโดนใจคนรุ่นใหม่ และที่ผ่านมาสุรชาติก็ลงพื้นที่ตลอด แม้จะไม่มีตำแหน่งทางการเมืองก็ตาม
ส่วน "มาดามหลี" แม้จะมีความได้เปรียบอยู่บ้าง เพราะสามีเป็นเจ้าของพื้นที่เก่า ประกอบกับเป็นพรรครัฐบาล แต่ก็มองว่าคนในพื้นที่เขตหลักสี่-จตุจักร จะเปลี่ยนไปตามกระแส เพราะสถานการณ์การเมืองเปลี่ยนไป และความนิยมของพรรคพลังประชารัฐก็ลดลง จึงทำให้คะแนนอาจจะมีเทไปทางคู่แข่งจากพรรคอื่นๆ ทั้งเพื่อไทย และก้าวไกลมากกว่า
สำหรับ "เพชร กรุณพล" เป็นผู้สมัครที่น่าจับตาในแง่ของคนรุ่นใหม่ และชื่อเสียงของพรรค รวมทั้งเจ้าตัวที่เป็นดารานักแสดง มองว่าครั้งนี้คะแนนก็อาจจะขึ้นมาสูสีกับคนในพื้นที่อย่างสุรชาติ และเจ้าของพื้นที่เดิมอย่าง "มาดามหลี"
ขณะที่ "เอ๋ อรรถวิชช์" จากพรรคกล้า มองว่ากระแสแผ่วเกินไป แม้จะเคยเป็น ส.ส.พื้นที่นี้ แต่ก็ห่างพื้นที่ไปพอสมควร คะแนนเสียงคนกรุงเทพฯ กับเรื่องกระแส เป็นสิ่งสำคัญมาก เมื่อกระแสไม่มา จึงมองว่าครั้งนี้อาจจะยังไม่ถึงเวลาของผู้สมัครจากพรรคกล้า
ปิดท้ายด้วย รศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา มองว่า การเลือกตั้งซ่อมหลักสี่-จตุจักร มีนัยยะในการประเมินคะแนนนิยมของพรรคการเมือง เพื่อมุ่งสู่การเลือกตั้งครั้งหน้า ส่วนความได้เปรียบยังเป็นพรรคพลังประชารัฐเจ้าของพื้นที่ และพรรคเพิ่งพ่ายแพ้ที่สนามเลือกตั้งซ่อมชุมพรกับสงขลา ทำให้ถูกมองหรือตีความได้ว่า พลังประชารัฐกำลังถดถอย สนามนี้จึง "แพ้ไม่ได้"
เช่นเดียวกับพรรคก้าวไกลที่พ่ายแพ้จากสนามเลือกตั้งซ่อม 2 สนามก่อนหน้านี้เช่นกัน พ่วงด้วยวาทกรรมของแฟนคลับที่ด้อยค่าคนภาคใต้ จึงส่งผลมายังพรรคก้าวไกลด้วย ทำให้ลำบากใจ ฉะนั้นศึกเลือกตั้งซ่อมที่ "หล้กสี่-จตุจักร" จึงแพ้ไม่ได้เช่นกัน
ส่วนพรรคเพื่อไทย ทำพื้นที่มานาน โดยมี ส.ก. หรือสมาชิกสภาฯ กทม. และมวลชนของพรรคคอยสนับสนุน อีกทั้งยังเชื่อมไปถึง ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ แม้จะไม่ได้เปิดตัวลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. ในนามพรรคเพื่อไทย แต่สังคมก็รู้ว่าพรรคเพื่อไทยให้การสนับสนุน ดังนั้น หากเพื่อไทยแพ้สนามเลือกตั้งซ่อมหนนี้ ก็จะส่งผลต่อการชิงผู้ว่าฯ กทม.ในอนาคตด้วย จึงต้องทำเต็มกำลัง
ฟากฝั่งพรรคกล้า ที่ส่ง อรรถวิชช์ ถือเป็นแนวคิดกลุ่มอนุรักษ์นิยมใหม่ ขายไอเดียสถาบันแบบใหม่ ขณะที่พรรคไทยภักดี ของ หมอวรงค์ เดชกิจวิกรม เป็นกลุ่มอนุรักษ์นิยมสุดโต่ง โดยมีแรงสนับสนุนจาก หมอเหรียญทอง แน่นหนา ถือว่าเดิมพันสูงทั้งคู่
รศ.ดร.โอฬาร สรุปว่า การเลือกตั้งครั้งนี้อยู่บนเงื่อนไขที่ทุกพรรคแพ้ไม่ได้ ส่วนคะแนนของแต่ละพรรคที่จะได้กลับมา ประเมินว่าจะมีบางพรรคได้คะแนนโดดมาเป็นอันดับหนึ่งเลย เนื่องจากภาพลักษณ์ทางการเมืองของหลายพรรคจุดไม่ติด แต่ต้องมาวัดกันช่วงโค้งสุดท้ายก่อนไปเลือกตั้ง ซึ่งเชื่อว่าแต่ละพรรคมีการมอตโต้ทางการเมืองออกมา เหมือนการเลือกตั้งใหญ่ปี 62