เบื้องต้นตำรวจทั้ง 2 นาย บอกว่าจะบวชเป็นเวลา 3 วัน แต่ไม่รู้มาก่อนว่า บุคคลที่เป็นลูกชาย เพิ่งจะมีคดีความชนคนข้ามถนนตาย ก่อนจะมีรู้จากพระที่นั่งอันดับ ไม่มีการซ้อมนาค แต่เป็นการบวชแบบกะทันหัน ซึ่งในอดีตพอจะมีการบวชแบบนี้บ้าง แต่ปัจจุบันเริ่มมีปัญหา เพราะคนหนีคดีความมาบวชแล้วไม่ยอมสึกมีเยอะ บางคนได้ขึ้นเป็นเจ้าอาวาสก็มี ทำให้มีปัญหาตามมา
โดยกรณีของทั้งคู่ ไม่มีเอกสารทางราชการมาขอบวช เช่น การตรวจสอบประวัติจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แต่มีนายตำรวจใหญ่ยศ “พล.ต.ต.” ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชา มารับรองในพิธีด้วยตัวเอง โดยอาตมาไม่เคยเห็นแบบนี้มาก่อน ที่หัวหน้าจะมาบวชให้ "ส.ต.ต." และเป็นคนถวายผ้าไตร หรือถวายบาตรด้วยตนเอง ซึ่งในงานยังมีตำรวจอีกจำนวนหนึ่งเข้าร่วม
“ช่วงทำพิธี อาตมาสังเกตเห็นแล้วว่า ถ้าไม่ใช่เรื่องร้ายจริง ไม่งั้นพ่อคงไม่มาบวชกับลูกด้วย โดยคนที่เป็นลูกชาย มีอาการน่าเป็นห่วง และดูซึมเศร้าตลอดเวลา ส่วนคนที่เป็นพ่อมีน้ำตาไหลลงมาเป็นระยะ หลังจากอาตมาเทศน์ให้ฟัง โดยเฉพาะท่อนที่บอกว่า สิ่งที่ทำแล้วทำคืนไม่ได้ หากทำตรงนี้จะลบล้างความชั่วเป็นไปไม่ได้ จะต้องหมั่นทำกุศลให้เขา ให้เขาอโหสิกรรมให้ได้ ถ้าไม่มีการอโหสิกรรมก็จะผูกเวรกันไป ซึ่งการรับเข้าบวชครั้งนี้ ทางเจ้าอาอาสอาจมองว่า ทั้งคู่กำลังมีปัญหาเรื่องสภาพจิตใจอย่างหนัก และธรรมะอาจช่วยเหลือได้ จึงไม่ได้เอาเรื่องกฎเกณฑ์มากำหนดมากนัก”
ส่วนการสึกนั้น ไม่ได้มาจากแรงกดดันจากฝ่ายสำนักพุทธ หรือจากใคร เป็นส่วนที่มีการคุยกันให้ลาสิกขา เพื่อได้ให้คำตอบสังคมว่าเขาไปแล้ว เพราะบวชแบบนี้ ไม่ได้บวชเพื่อนิพพาน เป็นการบวชเพื่อผ่อนกรรมหนักที่ทำไว้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับผู้บังคับบัญชาที่มารับรองการบวชของ "ส.ต.ต.นรวิชญ์" และบิดา คือ พล.ต.ต.นครินทร์ สุคนธวิท ผบก.อคฝ.